ครป. ชี้การเลือกตั้ง 2569 มีการโกงอย่างเป็นระบบ เรียกร้อง กกต. นับคะแนนใหม่ในเขตที่มีปัญหา
ครป. ชี้เลือกตั้ง 2569 มีการโกงเป็นระบบ เรียกร้อง กกต. นับคะแนนใหม่ (11.02.2026)

ครป. ชี้การเลือกตั้ง 2569 มีการออกแบบโกงอย่างเป็นระบบ เรียกร้อง กกต. นับคะแนนใหม่ในเขตที่มีการร้องเรียน

วันนี้ (11 ก.พ. 2569) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ได้แถลงข่าวในนามของ 80 องค์กรประชาธิปไตย โดยแสดงความขอบคุณประชาชนไทยที่ออกมาใช้สิทธิประชามติเพื่อสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีผลผูกพันรัฐบาลและรัฐสภาในการดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ พบการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่

ปัญหาการนับคะแนนและอิทธิพลจากกระทรวงมหาดไทย

นางลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ประธาน ครป. และเลขาธิการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย วิเคราะห์ว่า ปัญหาการนับคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้มีความแตกต่างจากอดีต โดยเกิดจากกรรมการประจำหน่วยการเลือกตั้ง (กปน.) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพรรคการเมืองที่ดูแลกระทรวงมหาดไทยอาจมีอิทธิพลต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่

นางลัดดาวัลย์ตั้งคำถามว่า ทำไมจึงไม่ใช้ กปน. มืออาชีพที่ กกต. ได้เตรียมการไว้ แต่กลับมีผู้มีอิทธิพลเข้าไปจัดการในหน่วยเลือกตั้งแทน ซึ่งอาจเป็นแบบแผนที่ทำให้เกิดปัญหาการนับคะแนน เช่น คะแนนเขย่ง ไฟฟ้าดับ และผลคะแนนที่ไม่ตรงกันระหว่างบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต

ข้อเรียกร้องเพื่อความโปร่งใสและความยุติธรรม

ครป. ได้เรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวนคะแนนประจำหน่วย ผู้ใช้สิทธิ และผลคะแนนในแต่ละเขต พร้อมทั้งให้นับคะแนนใหม่ในจังหวัดที่มีปัญหา เพื่อสร้างความโปร่งใสและความไว้วางใจจากประชาชน นอกจากนี้ ยังขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยข้อมูลการเบิกเงินแบงก์ย่อยในพื้นที่ที่สงสัยว่ามีการซื้อเสียง

นางลัดดาวัลย์ยังชี้ให้เห็นว่า กกต. มีเครื่องลงคะแนนอัตโนมัติที่พัฒนามาเกือบ 20 ปี แต่ไม่เคยนำมาใช้ ซึ่งหากใช้งานจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนและเพิ่มความน่าเชื่อถือในการตรวจสอบผลการเลือกตั้ง

รายการข้อร้องเรียนจากประชาชน 7 ประการ

นายเมธาได้สรุปข้อร้องเรียนจากประชาชนไว้ 7 ข้อหลัก ดังนี้

  1. การจัดการเลือกตั้งและประชามติ: มีการจัดโต๊ะแยกภายในหน่วยเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ใช้สิทธิประชามติต่อ
  2. การซื้อเสียง: พบการจ่ายเงินซื้อเสียงจำนวนมากในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจนำไปสู่การให้ใบเหลืองและใบแดง
  3. การหาเสียงผิดกฎหมาย: มีการหาเสียงหลังเวลา 18.00 น. ก่อนวันเลือกตั้ง ผ่านกลไกของมหาดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อสม.
  4. การขัดขวางการสังเกตการณ์: กปน. ในบางพื้นที่ไม่ยอมให้ผู้สังเกตการณ์ถ่ายภาพหรือคลิปวิดีโอขณะนับคะแนน
  5. การนับบัตรเสียผิดพลาด: พบการนับบัตรเสียไม่เป็นไปตามประกาศ กกต. และมีการช่วยเหลือผู้สมัครบางพรรค
  6. ปัญหาการนับคะแนน: รวมถึงไฟดับ การคลุมกล้องวงจรปิด และการนับคะแนนผิดแต่ไม่แก้ไข
  7. ความไม่สอดคล้องของข้อมูล: จำนวนผู้ใช้สิทธิและบัตรดีไม่ตรงกับผลการนับคะแนนในหลายพื้นที่

ข้อสังเกตจากสูตรคณิตศาสตร์การเลือกตั้ง

จากการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง พบความแปลกประหลาดในหลายพรรคการเมือง เช่น พรรคภูมิใจไทยมีผู้ลงคะแนนบัญชีรายชื่อ 5.9 ล้านคน แต่แบ่งเขต 9.9 ล้านคน ต่างกันถึง 4 ล้านคน ในขณะที่พรรคประชาชนมีคะแนนบัญชีรายชื่อ 9 ล้านคน แต่แบ่งเขต 7.8 ล้านคน ต่างกัน 1.9 ล้านคน ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าคะแนนเหล่านี้หายไปไหน

นางลัดดาวัลย์สรุปว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การทุจริตครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการนับคะแนนใหม่ทุกหน่วยเพื่อสร้างความยุติธรรม พร้อมทั้งสืบสวนการโกงเลือกตั้งและซื้อเสียงอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งนี้กลายเป็นสีเทาเหมือนในอดีต