ย้อนรอยเลือกตั้งปี 2500: การโกงครั้งมโหฬารที่สั่นคลอนระบอบประชาธิปไตยไทย
การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 9 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเป็น "การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด" แม้ว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จะประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้บริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อถวายเป็น "พุทธบูชา" ในโอกาสครบรอบกึ่งพุทธกาลก็ตาม อย่างไรก็ตาม กลไกอำนาจรัฐกลับถูกใช้เพื่อคุกคามและโกงคะแนนอย่างเป็นระบบ
ปฐมบท: แรงกดดันจากต่างแดนและการแย่งชิงอำนาจสามเส้า
ชนวนเหตุของความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นภายหลังการสิ้นสุดวาระของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2498 ภายหลังจอมพล ป. เดินทางกลับจากการดูงานรอบโลกและเกิดความประทับใจในระบอบประชาธิปไตยแบบโลกเสรี จึงเริ่มเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้น เช่น การเปิดพื้นที่ "ไฮด์ปาร์ค" ที่สนามหลวงเพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนร่วมแสดงความเห็น อย่างไรก็ตาม นักวิชาการวิเคราะห์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงกลยุทธ์ในการหาฐานเสียงจากประชาชน เพื่อคานอำนาจกับกลุ่มการเมืองอื่นในระบอบ "สามเส้า" อันประกอบด้วยฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม ฝ่ายพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจผู้มีอิทธิพล และฝ่ายกองทัพบกภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
จอมพล ป. จัดตั้ง "พรรคเสรีมนังคศิลา" ขึ้นเพื่อเป็นฐานอำนาจในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมีพล.ต.อ.เผ่า เป็นเลขาธิการพรรค ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านสำคัญอย่าง "พรรคประชาธิปัตย์" นำโดยควง อภัยวงศ์ ก็เร่งหาเสียงอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ประชาชนหลั่งไหลฟังปราศรัยจำนวนมาก
ก่อนวันลงคะแนน: ใช้อำนาจรัฐคุกคามและขนของแจก
แม้จอมพล ป. จะประกาศก้องว่าจะจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์เพื่อถวายเป็น "พุทธบูชา" แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ มีการใช้กลไกอำนาจรัฐชักจูงข้าราชการให้ช่วยหาเสียง เช่น กรณีที่พระยารามราชภักดี ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า "บ้านเมืองจะเจริญได้ท่านต้องเลือกพรรคเสรีมนังคศิลา" ในจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ร่วมหาเสียงด้วย จึงถูกพรรคประชาธิปัตย์ฟ้องฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
นอกจากนี้ พล.ต.อ.เผ่า ยังได้นำกลุ่มนักเลงอันธพาลมาข่มขู่ประชาชนให้เลือกพรรครัฐบาล มีการคุกคามผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์อย่างรุนแรง เช่น การใช้อุจจาระป้ายประตูบ้าน และการใช้เครื่องบินโปรยใบปลิวประณามพรรคฝ่ายตรงข้าม แม้พรรครัฐบาลจะแจกของอย่างไม้ขีดไฟและผ้าเช็ดหน้า แต่คะแนนนิยมกลับตกต่ำลง สวนทางกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามในการปราศรัย เพราะประชาชนเบื่อหน่ายในระบอบเผด็จการและการฉ้อราษฎร์บังหลวง
ก่อนวันเลือกตั้งเพียง 1 วัน หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานการพบบัตรเลือกตั้งที่ถูกกากบาทไว้ล่วงหน้าให้ผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลา พร้อมตราประทับถูกต้อง เหตุการณ์นี้ก่อคำเรียกขาน "ไพ่ไฟ" ขึ้นในสังคมการเมืองไทย หมายถึงการยัดบัตรเลือกตั้งที่กาหมายเลขผู้สมัครของพรรครัฐบาลไว้ล่วงหน้าลงในหีบจำนวนมาก
วันเลือกตั้ง: กำเนิดศัพท์ใหม่ "พลร่ม-ไพ่ไฟ"
เมื่อถึงวันเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 มีรายงานว่ามีบุคคลหมุนเวียนลงคะแนนหลายครั้ง และมีการใช้ชื่อคนตายสวมสิทธิไปลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลา จนเกิดคำว่า "พลร่ม" รวมทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การทำร้ายผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน และความไม่โปร่งใสระหว่างการนับคะแนนในบางเขต
เหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น ที่เขตการเลือกตั้งสมาคมสตรีไทย ถนนเพชรบุรี ประชาชนพบปึกบัตรเลือกตั้ง 7 ปึกใหญ่ที่กาให้พรรคเสรีมนังคศิลากองอยู่บนโต๊ะกรรมการ จนเกิดการประท้วงหยุดการเลือกตั้ง ต้องหยุดการเลือกตั้งชั่วคราวเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนคร นายชลอ วนะภูติ เข้ามาเปลี่ยนหีบใหม่ ในขณะเดียวกันที่เขตดุสิต นายอำเภอสะอาด ศิริพัฒน์ ถูกกล่าวหาว่าวางตัวไม่เป็นกลางอย่างรุนแรง จนผู้ว่าฯ ชลอถึงกับขอลาออกเพราะควบคุมลูกน้องไม่ได้ และเปิดเผยภายหลังว่าถูกพล.ต.อ.เผ่า ข่มขู่เอาชีวิต
การนับคะแนนมหาโหดและชัยชนะที่ค้านสายตา
การนับคะแนนยิ่งน่าสงสัย โดยเฉพาะที่เขตดุสิตและบางเขนที่นับคะแนนยาวนานถึง 2 วัน 2 คืน และมีเหตุการณ์ "ไฟดับ" ขณะที่ฝ่ายค้านกำลังมีคะแนนนำ แต่เมื่อไฟสว่างกลับพบว่าคะแนนฝ่ายรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะในเขตดุสิตเกิดความวุ่นวายและขัดแย้งอย่างรุนแรง จนกลายเป็นหนึ่งในจุดที่ถูกกล่าวขานอย่างกว้างขวางว่าเป็นการทุจริตเชิงระบบครั้งใหญ่
เมื่อนายอำเภอดุสิต ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่ แสดงพฤติกรรมไม่เป็นกลางอย่างชัดเจน โดยมีรายงานและหลักฐานจากสื่อมวลชนในสมัยนั้น รวมถึงคำฟ้องร้องทางกฎหมายที่ระบุถึงการประทับตราในบัตรเลือกตั้งปลอมก่อนวันเลือกตั้ง การจัดการหน่วยเลือกตั้งเปิดช่องให้เกิดกลวิธีต่าง ๆ เช่น การยัดบัตรไพ่ไฟ การใช้พลร่มเวียนเทียนลงคะแนน และการสับเปลี่ยนหีบ อย่างไรก็ตาม กลับไม่ปรากฏการตรวจสอบหรือลงโทษอย่างจริงจังต่อนายอำเภอผู้นี้ในช่วงเวลานั้น ทำให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอำนาจรัฐถูกใช้เพื่อปกป้องและสนับสนุนผู้กระทำผิด
ความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้นายชลอ วนะภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครในขณะนั้น ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงจุดยืนความสุจริต เพราะอับอายที่ไม่สามารถสั่งการหรือควบคุมนายอำเภอดุสิตได้ แต่การลาออกถูกยับยั้งโดยรัฐบาลรักษาการ ต่อมา นายชลอเปิดเผยว่าถูกข่มขู่เอาชีวิตจากพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ นอกจากนี้ แทนที่จะถูกลงโทษ นายอำเภอดุสิตกลับได้รับ "รางวัล" เป็นการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ทำให้ถูกมองว่าเป็นการตอบแทนผลงานในการช่วยให้ฝ่ายรัฐบาลชนะเลือกตั้ง
ผลการเลือกตั้งสรุปว่า พรรคเสรีมนังคศิลากวาดไป 83 ที่นั่งทั่วประเทศ ขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จอมพล ป. สามารถเอาชนะนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ไป 28 ที่นั่งแบบค้านสายตาประชาชน
การประท้วงของนักศึกษาและศรัทธาที่สูญสิ้นจากประชาชน
ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง กระแสความไม่พอใจได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชนและนิสิตนักศึกษาที่ร่วมสังเกตการณ์ หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสของกระบวนการ ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนต่างกล่าวขานว่านี่คือการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์ กระทั่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกแถลงชี้แจงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกเรียกว่า "การเลือกตั้งสกปรก" และเรียกเป็น "การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย" เท่านั้น แต่คำอธิบายดังกล่าวกลับยิ่งตอกย้ำความเคลือบแคลงในสายตาผู้วิพากษ์วิจารณ์
วันที่ 2 มีนาคม 2500 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศลดธงชาติครึ่งเสา เพื่อไว้อาลัยเชิงสัญลักษณ์ต่อสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นความเสื่อมถอยของระบอบประชาธิปไตย การกระทำดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และศิลปากร ร่วมผนึกกำลังแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างเปิดเผย
ขบวนนักศึกษาได้เคลื่อนตัวจากจุฬาฯ มุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐ และการแต่งตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้รับผิดชอบการรักษาความสงบ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์เกิดบรรยากาศตึงเครียดเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารตั้งแนวสกัด แต่สถานการณ์มิได้ลุกลามเป็นความรุนแรง แต่จอมพลสฤษดิ์กลับเลือกที่จะเข้าพบและกล่าวปราศรัยกับผู้ชุมนุม พร้อมอนุญาตให้ขบวนเดินผ่านไปยังทำเนียบรัฐบาลได้ โดยทิ้งถ้อยคำที่ถูกกล่าวถึงในเวลาต่อมาว่า "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ" ท่าทีดังกล่าวทำให้ความนิยมในตัวเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อจอมพล ป. และเผ่า ศรียานนท์ ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในสายตาสาธารณชนจำนวนมาก
บทสรุป: จากคูหาสู่รัฐประหาร
ในที่สุดมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2500 และมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีในวันที่ 31 มีนาคมปีเดียวกัน ต่อมาในวันที่ 1–2 เมษายน พรรคฝ่ายค้านได้เปิดอภิปรายโจมตีนโยบายรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนตลอด 2 วัน 2 คืน แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก แต่ฝ่ายรัฐบาลยังคงครองเสียงข้างมากในสภา และได้รับความไว้วางใจด้วยคะแนนเสียง 144 ต่อ 4 ส่งผลให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคุกรุ่น ผลสะเทือนจากสิ่งที่ถูกเรียกว่า "การเลือกตั้งสกปรก" มิได้จำกัดอยู่เพียงการประท้วงบนท้องถนนหรือการต่อสู้ในสภา หากยังเร่งให้รอยร้าวภายในกลุ่มผู้นำทางการเมืองเด่นชัดยิ่งขึ้น สถานการณ์การเมืองแบบ "สามเส้า" ที่ดำรงอยู่ในยุคของจอมพล ป. เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ เมื่อฝ่ายของจอมพล ป. มีแนวโน้มเอนเอียงเข้าหาพล.ต.อ.เผ่า มากขึ้น ทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในเกมอำนาจที่กำลังทวีความเข้มข้น
ท้ายที่สุด ความแตกแยกดังกล่าวได้นำไปสู่จุดแตกหัก เมื่อกลุ่มนายทหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลในวันที่ 16 กันยายน 2500 การรัฐประหารครั้งนั้นถือเป็นการยุติบทบาทของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกขนานนามว่าสกปรกที่สุด และนำประเทศกลับเข้าสู่ระบอบการปกครองโดยทหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบเผด็จการทหารต่อเนื่องยาวนาน จนกระทั่งเกิดการลุกฮือของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516