บิ๊กโจ๊กยื่นร้องสอบนายกฯ ปมลูกชายร่วมหุ้นบริษัทจีน
บิ๊กโจ๊กยื่นร้องสอบนายกฯ ปมลูกชายร่วมหุ้นบริษัทจีน

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้สอบสวนกรณีลูกชายของนายกรัฐมนตรีร่วมถือหุ้นในบริษัทจีน ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดกันทางผลประโยชน์ โดยเรียกร้องให้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน

รายละเอียดการยื่นหนังสือ

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ตรวจสอบกรณีลูกชายของนายกรัฐมนตรีร่วมถือหุ้นในบริษัทของชาวจีน ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานหรือนโยบายของรัฐ

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า ลูกชายของนายกรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งที่มีชาวจีนเป็นผู้ร่วมทุน ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีธุรกิจที่อาจเกี่ยวพันกับนโยบายรัฐบาล เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือสิทธิพิเศษทางภาษี จึงขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อเรียกร้องของบิ๊กโจ๊ก

บิ๊กโจ๊ก เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน โดยให้มีองค์ประกอบที่เป็นกลางและโปร่งใส ประกอบด้วยผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก

“หากไม่ดำเนินการ ผมจะยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และศาลปกครอง เพื่อให้มีการตรวจสอบตามกฎหมาย” พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าว พร้อมย้ำว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2562

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐบาล

ด้านนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นโดยตรง แต่แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า นายกรัฐมนตรีรับทราบเรื่องแล้ว และจะพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ขณะที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรีพร้อมให้ตรวจสอบหากมีหลักฐานชัดเจน

ทั้งนี้ การยื่นหนังสือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมือง หลังจากที่ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ถูกย้ายไปประจำการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการโยกย้ายเพื่อลดอำนาจของบิ๊กโจ๊ก

ผลกระทบทางการเมือง

นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้อาจเป็นจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลใช้โจมตีความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งปัญหาค่าครองชีพและความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลความจริงเพียงใด เนื่องจากยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานต่อสาธารณะ ขณะที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลยืนยันว่านายกรัฐมนตรีและครอบครัวปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ