ดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์ นักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ออกมาเปิดใจถึงกระแสข่าวความรักครั้งใหม่กับหนุ่มทายาทตระกูลหมื่นล้าน ระหว่างร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร OH LALA Buron (สูตรกลางคืน) ณ โรงแรมเลอ ทาน่า บางพลี โดยเจ้าตัวยืนยันว่าครั้งนี้ขอเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เปิดเผยรายละเอียดเหมือนที่ผ่านมา
ดิวขอไพรเวทความรักครั้งใหม่
ดิวกล่าวถึงสถานะหัวใจในตอนนี้ว่า “ก็แฮปปี้ค่ะ ก็ตอนนี้ก็ดี มีความสุขค่ะ” เมื่อถูกถามถึงความสัมพันธ์กับหนุ่มปริศนา เธอตอบว่า “เอาความเป็นจริงถ้าในเรื่องความสัมพันธ์ ดิวต้องขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า ดิวอยากให้ความสัมพันธ์ของดิวครั้งนี้มันเป็นเรื่องไพรเวต แต่ไม่ได้ซีเครตนะ หมายความว่าไม่ได้ปิด แต่ไม่ได้มานั่งอธิบาย หรือว่าบอกใครอะไรอย่างเนี้ย เพราะว่าดิวแค่รู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตของดิวมันมีหลายอย่างที่มันเยอะ แล้วเราก็ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปกับทุกๆ อย่างในเรื่องของตัวเราด้วย ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่เปิด แต่ก็แค่รู้สึกว่าให้มันอยู่ในความเป็นส่วนตัวของเราก่อน”
ดิวเผยถึงความสุขที่ได้รับจากรักครั้งนี้ว่า “ก็มีความสุขค่ะ ก็มีความสุข เวลามีความรัก ตัวเองมีความสุขปะล่ะ” พร้อมทั้งยอมรับว่ายังไม่ได้ติดตามข่าวที่คนพยายามสืบหาข้อมูลของแฟนหนุ่ม “สารภาพจริงๆ ว่าดิวยังไม่ค่อยดูข่าวเลย เพราะดิวเพิ่งกลับมาเมื่อวานนี้เองค่ะ เวลามันอาจจะไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่ ก็เลยยังไม่ได้ดูข่าวเยอะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาสืบกันไปถึงไหนแล้ว แต่ในส่วนตัวเรา ดิวก็อยากรักษาความเป็นส่วนตัวในเรื่องนี้ของเราด้วย กลัวเดี๋ยวพูดเยอะแล้วเดี๋ยวผิดหวัง ก็ไม่พูดดีกว่าเนาะ บางเรื่องเราก็เก็บให้มันเป็นเรื่องส่วนตัวก็น่ารักดีค่ะ”
ไม่ยืนยันข่าวทายาทหมื่นล้าน
เมื่อถูกถามถึงกระแสว่าหนุ่มคนใหม่เป็นทายาทตระกูลดังหมื่นล้าน ดิวตอบว่า “ไม่ทราบเหมือนกัน ไม่รู้เลยเนี่ย ไม่รู้ก็ให้มันเป็นเรื่องส่วนตัวไปก็ได้ค่ะ ไม่ต้องไประบุดีกว่า” ขณะเดียวกันเธอก็เข้าใจถึงความอยากรู้ของคนอื่น “คือดิวเข้าใจนะว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องอยากรู้อะเนอะ แล้วก็อยากจับจ้อง เพราะที่ผ่านมาเราก็เปิดมาโดยตลอดอะไร แต่ตอนนี้ดิวรู้สึกว่าดิวพบบางอย่างในตัวเองจากประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า ในเรื่องบางเรื่อง การเป็นไพรเวตมันก็ทำให้เรามีความสุขในรูปแบบของเราเหมือนกันแล้วดิวก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราต้องป่าวประกาศ ถูกไหม บางเรื่องของเราเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วเราก็มีความสุขในโลกส่วนตัวของเรา มันก็ดีต่อใจเรา ดิวก็เลยเปิดโหมดนั้นให้กับตัวเองมากกว่าค่ะ”
ดิวกล่าวถึงสถานะความสัมพันธ์ว่า “ก็นั่นแหละ ก็อย่างที่ตอบนั่นแหละค่ะ ก็คือให้มันเป็นเรื่องส่วนตัวไป แล้วเดี๋ยวถ้ามันมีอะไรวันหนึ่งก็เดี๋ยวก็คงได้รู้ แต่ในวันเนี้ยก็ให้มันเป็นอย่างนั้นไปก่อน” เธอยังเน้นถึงเหตุผลที่ต้องรักษาความเป็นส่วนตัว “ใช่ พี่เข้าใจใช่ไหม เราก็รู้สึกว่าเราก็อยากรักษาความเป็นส่วนตัว ใช่เซฟตัวเราด้วย แล้วก็เซฟความเป็นส่วนตัวของเราด้วย เพราะว่าในวันนี้มันไม่ใช่แค่เราแค่คนเดียว เรามีคนข้างหลังเราด้วย แล้วดิวก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่เวลาที่ดิวจะต้องให้ใครมาโฟกัสในเรื่องความรักของดิว หรือว่าชีวิตของดิวขนาดนั้น อยากให้ทุกคนสนใจดิวในเรื่องงาน เรื่องการกลับมาของดิว โอกาสของดิว การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของดิว”
หนี้สินใกล้หมดภายในปีนี้
ดิวเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีหนี้สินในชั้นศาลว่า “เราก็มีการจัดการมาโดยตลอด โดยที่ไม่ได้มีปัญหามีอะไรค่ะ แล้วก็คิดว่าจะน่าจะจบไปได้ด้วยดี ท้ายที่สุดนะคะ ไทม์มิ่งอะไรอย่างเนี้ยก็น่าจะเรียบร้อยด้วยดีค่ะ (กำหนดการมันช่วงไหน?) ก็อีกไม่นานแล้วค่ะ” เธอระบุว่ายังเหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะเคลียร์หมด “อีกไม่กี่เดือนก็น่าจะไม่มีอะไรแล้ว” และเมื่อถามว่าจะจบภายในปีนี้หรือไม่ เธอตอบ “ไม่อยากพูดเลย เพราะว่าพอเรามีหนี้สิน คนก็เห็นใจเยอะ ดิวว่าคือเข้าใจว่าพูดจริงๆ แล้วก็เราอยู่บนความเป็นจริง แล้วก็ไม่ฟุ้งเฟ้อ ดิวว่ามันมันเป็นเรื่องที่ดี แล้วดิวก็ไม่ได้อยากจะนั่งพูดว่า ฉันเคลียร์นี่หมดแล้วเย้ อะไรอย่างเนี้ย คือดิวอยากใช้ชีวิตเหมือนคนปกติที่เขาเดินหน้าทำงานต่อไป แล้วก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีต่อไป ต่อให้จะมีหนี้ไม่มีหนี้ ก็อยากทำงานอะไรอย่างเนี้ย”
งานเยอะ รับพรีเซนเตอร์ 7 ตัวในครึ่งปี
ดิวเผยถึงโอกาสในการทำงานว่า “ทำเยอะมากค่ะ ตอนนี้ก็ทำเยอะมาก ก็ได้รับโอกาสด้วย เห็นเปล่าดิวก็เลยอยากให้ทุกคนโฟกัสว่าเออบ้าอยากให้เห็นหลายๆ มุมในชีวิตเราไง ว่าอย่าท้อนะ เพราะถ้าท้อตอนนั้นมันอาจจะไม่มีวันนี้ นึกออกไหม แล้วขนาดเราเจอมรสุมถาโถม ถ้าเรายังไม่ท้อ แล้วเราคิดดี แล้วคิดที่จะปรับปรุง มันก็มีคนให้โอกาส ตอนนี้พรีเซนเตอร์ดิวก็ 7 ตัวนะ ตั้งแต่มกรามานี้คือมันแค่ครึ่งปี แต่ดิวมีพรีเซนเตอร์ทุกเดือนเลย ดิวก็รู้สึกว่ามันก็ยังมีคนที่รักเรา มันก็ยังมีคนให้โอกาสเรา แล้วเราก็ได้มีโอกาสได้จัดแจงตัวเอง เคลียร์ปัญหาตัวเอง ดิวว่ามุมเนี้ยมันน่าสนใจมากกว่าเรื่องอื่นๆ”
ดิวกล่าวถึงความรู้สึกหลังเคลียร์หนี้สินว่า “ก็เป็นธรรมดา มันก็ช่วยคลายกังวลด้วย แล้วก็มันก็ทำให้เรา ค่อยๆ กลับมายืนขึ้นได้ ใช่ค่ะ ด้วยตัวเราเอง” เธอยังบอกถึงความสนุกในการทำงานว่า “สนุกมาก แล้วก็คือในวันเนี้ย นอกเหนือจากที่เรามีความรู้สึกสนุกกับการทำงาน เรามีความรู้สึก ว่าจริงๆ แล้วก็แอบขอบคุณกับทุกๆ อย่างที่มันเกิดขึ้น เพราะว่าถ้ามันไม่มีหลายๆ สถานการณ์เกิดขึ้น วันเนี้ยเราจะไม่ตาสว่าง เข้าใจปะ พอวันนี้ดิวรู้สึกว่าโอเคดิวตาสว่างขึ้น แล้วดิวก็มีมิตรดีๆ เยอะขึ้น ได้เจอมิตรภาพที่ดีเยอะขึ้น คัดกรองอ่ะ มันก็เลยทำให้ดิวรู้สึกว่า เออดิวแฮปปี้กับชีวิตของดิวตอนนี้มาก”
เพื่อนสนิทยังอยู่ แม้บางคนหายไป
เมื่อถามถึงกลุ่มเพื่อนสนิทหลังจากผ่านมรสุมชีวิต ดิวตอบว่า “จริงๆ ก็มีอยู่นะคะ แต่ต้องบอกตรงๆ ว่าทุกๆครั้งที่ จริงๆ แล้วดิวไม่ได้อยู่ไทยเยอะนะ ถ้าทุกคนเห็น ใน 1 เดือนอย่างเนี้ย ดิวจะอยู่ไทยน้อยมาก เพราะว่าดิวต้องไปๆ มาๆ ที่ไต้หวันกับไทย เวลาที่ดิวมามันคือดิวต้องมาเพื่อ ทำเงินเท่านั้นอ่ะ เข้าใจปะ ดิวเลยไม่มีเวลาไปกินข้าวกับใคร หรือว่าอะไรกับใครเลย”
เธอยกตัวอย่างเพื่อนสนิทอย่างกุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ ที่ยังคงอยู่เคียงข้าง “บางครั้งดิวสารภาพจริงๆนะ อย่างแบบ กุ๊บกิ๊บ (กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์) อย่างเนี้ยก็ยังเป็นเพื่อนสนิท เป็นเพื่อนสนิทกันมา 20 ปีอ่ะ สุดท้ายเขาต้องมาซื้อไลฟ์ดิวนะ กุ๊บกิ๊บให้แบรนด์พรีเซนเตอร์ตัวเองมาซื้อไลฟ์ดิว แล้วก็ทำยำ ทำยำแมงกะพรุน มาให้เพื่อนกินในไลฟ์อย่างเนี้ย เข้าใจความหมาย เพื่อนมันก็คือเพื่อน คือ ใช่ แล้วก็ไม่ขายของ มาซื้อเวลา เจอยากนักใช่ไหม เออ อ่ะซื้อ ซื้อเลย ซื้อกลางข้าวเหนียวหมูทอด ยำแมงกะพรุนเลยใน 1 ชั่วโมงนั้นน่ะ ก็เกรงใจลูกค้าเขาก็เหมือนกัน แต่คือเราก็รู้ไงว่าเพื่อนจริงๆ แล้วเพื่อนเราอ่ะ คนที่ยังอยู่เขาก็ยังอยู่แหละ ต่อให้เราจะเป็นยังไงเพื่อนก็คือเพื่อน มันก็มีบางคนที่หายไป ซึ่งเราเข้าใจ เพราะว่าเราไม่ดีเอง เขาไม่เปิดรับเรา มันก็เป็นเรื่องปกติ ถูกต้องไหม แต่ถ้าใครที่ยังอยู่ เราก็ต้องยิ่งคืนๆๆ ทำดีให้กับเขา ดิวก็คิดแบบนั้นมากกว่าค่ะ”
ดิวเผยว่าไม่น้อยใจกับเพื่อนที่หายไป “ไม่น้อยใจ ค่อนข้างปลงกับชีวิตแล้ว เพราะถ้าดิวน้อยใจ ดิวประสาทเสียแน่ๆ นึกออกปะ ดิวไม่น่าจะรอดถึงวันนี้ (หัวเราะ) ถ้าดิวน้อยใจ” และเมื่อถามว่าตัดเพื่อนออกไปเยอะไหม เธอกล่าว “อย่าเรียกว่าดิวตัดใครเลยค่ะ เรียกว่าทุกคน บางคนตัดดิวดีกว่าค่ะ (หัวเราะ) แต่ไม่เป็นไรค่ะ ก็คือใครอยู่เราก็จะทำดีให้กับเขา แต่ใครไม่อยู่เราเข้าใจได้ เพราะในวันนั้นเราก็อาจจะไม่ดีด้วยไง”



