ชาล็อตชนะคดี ศาลสั่งธนาคารจ่าย 1 ล้าน คดีปล่อยโอนเงินผิดปกติให้มิจฉาชีพ
ชาล็อตชนะคดี ศาลสั่งธนาคารจ่าย 1 ล้าน คดีปล่อยโอนเงินผิดปกติ

"ชาล็อต" หรือนางสาวชาล็อต ออสติน ยิ้มออกแล้ว หลังจากศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ธนาคารร่วมชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ในคดีผิดสัญญาฝากทรัพย์ จากกรณีที่ถูกมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินจำนวน 4 ล้านบาท โดยธนาคารไม่มีมาตรการตรวจจับและแจ้งเตือนธุรกรรมที่ผิดปกติในช่วงเวลากลางคืน

ทนายเจมส์แจ้งผลคำพิพากษา

นายนิติธร แก้วโต หรือ "ทนายเจมส์" ทนายความส่วนตัวของชาล็อต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "ทนายเจมส์LK" แจ้งผลคำพิพากษาของศาลแพ่ง โดยระบุว่า ศาลมีคำสั่งให้ธนาคารร่วมชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาล็อต เป็นเงินจำนวน 1 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

ทนายเจมส์กล่าวว่า คำพิพากษาในคดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญ ไม่เพียงแต่สำหรับผู้ประกอบการในวงการบันเทิงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงินทุกคน ที่อาจได้รับผลกระทบจากการก่ออาชญากรรมทางออนไลน์ คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบธุรกรรมที่มีความผิดปกติ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมในช่วงเวลากลางคืนหรือยามวิกาล ซึ่งสถาบันการเงินควรมีระบบคัดกรองและป้องกันความเสี่ยงอย่างรัดกุม เพื่อช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในอนาคต

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รายละเอียดคดี

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ศาลแพ่งนัดฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ พ.3955/2568 ระหว่าง บริษัท มิสชาล็อต จำกัด (โจทก์) กับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (จำเลย) คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหาผิดสัญญาฝากทรัพย์ ทุนทรัพย์ 4,000,000 บาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

โจทก์อ้างว่า โจทก์โอนเงินให้แก่มิจฉาชีพจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 4,000,000 บาท ซึ่งเป็นธุรกรรมที่ผิดปกติและมีความเสี่ยงสูง แต่จำเลยกลับไม่มีมาตรการตรวจจับและแจ้งเตือนโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยต่อสู้ว่าการทำธุรกรรมของโจทก์นั้นเป็นธุรกรรมปกติ อีกทั้งจำเลยยังมีระบบป้องกันและระบบตรวจจับการทำธุรกรรมที่ผิดปกติ

คำวินิจฉัยของศาล

ศาลวินิจฉัยว่าการโอนเงินครั้งแรกจำนวนสองล้านบาทนั้น เป็นธุรกรรมปกติที่จำเลยไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ส่วนการโอนเงินครั้งที่สองและครั้งที่สาม จำนวนสองล้านบาทนั้น ถือเป็นธุรกรรมที่ผิดปกติ เนื่องจากมีการโอนกันในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน แต่เนื่องจากความเสียหายจำนวนสองล้านบาทดังกล่าว โจทก์ก็มีส่วนประมาทอยู่ด้วย ศาลจึงวินิจฉัยให้โจทก์และจำเลยรับผิดคนละกึ่งหนึ่ง

พิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ค่าขึ้นศาลให้ชดใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท