ตำรวจสกัดจับหนุ่มขนยาบ้า 8 หมื่นเม็ด ขณะพาครอบครัวเที่ยวหนองคาย อึ้งแม่ฉี่ม่วงโดนด้วย
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ร.ต.อ.จีรศักดิ์ คำวะเนตร หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด ตชด.24 ค่ายเสนีย์รณยุทธ จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ชุดปราบปรามยาเสพติดได้สืบทราบข้อมูลเกี่ยวกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดจากจังหวัดชายแดนเข้าสู่จังหวัดภายใน โดยมี นายณรงค์ชัย หรือแม้ว อายุ 29 ปี ชาวจังหวัดนครพนม เป็นผู้เกี่ยวข้อง ใช้รถยนต์มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีบรอนซ์ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร ในการขนส่งยาเสพติด
การสกัดจับและตรวจค้นพบยาบ้า 83,890 เม็ด
ตำรวจได้ติดตามและสะกดรอยนายแม้ว ซึ่งขณะนั้นกำลังขับรถอยู่ในพื้นที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย ในเช้าวันที่ 7 เมษายน นายแม้วได้ขับรถออกจากรีสอร์ทไปทางอำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ตำรวจจึงขับตามและพบว่ารถคันดังกล่าวมีลักษณะบรรทุกสิ่งของหนัก พร้อมด้วยผู้หญิง 2 คน และเด็กผู้ชาย 1 คน นั่งอยู่ภายใน เมื่อมาถึงเส้นทางบ้านกลางใหญ่-ผักบุ้ง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ตำรวจได้เข้าสกัดจับและตรวจค้นรถ
จากการตรวจค้นพบยาบ้าในกระเป๋าเดินทางจำนวน 83,890 เม็ด ภายในรถมีนายแม้ว นางเฟิร์น อายุ 20 ปี ภรรยา ลูกชายอายุ 4 ขวบ และนางวรรณิสา หรือบุ๋ม อายุ 51 ปี แม่ของนายแม้ว ตำรวจจึงควบคุมตัวทั้งหมดพร้อมของกลางไปสอบสวน
ผลตรวจปัสสาวะสีม่วงและข้อความติดต่อขบวนการยาเสพติด
จากการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พบว่านายแม้วและนางบุ๋มมีปัสสาวะสีม่วง ซึ่งบ่งชี้ถึงการเสพยาบ้า นอกจากนี้ การตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของนางบุ๋มยังพบข้อความติดต่อกับขบวนการขนยาเสพติดด้วย ตำรวจจึงแจ้งข้อหานายแม้วและนางบุ๋มในข้อหา “ร่วมกันมียาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย” พร้อมทั้งแจ้งข้อหานายแม้วเพิ่มเติมในข้อหา “เป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะขณะมีสารเสพติดในร่างกาย”
การให้การรับสารภาพและรายละเอียดการขนยาเสพติด
จากการสอบสวน นายแม้วให้การรับสารภาพว่า ตนเคยทำงานที่คาร์แคร์และเคยถูกจับในข้อหาครอบครองและเสพยาบ้า จนต้องติดคุก 3 เดือน ต่อมาได้รู้จักกับนายบอส ซึ่งเป็นชาวไทยอาศัยอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน นายบอสได้ติดต่อให้ตนขนยาเสพติด เช่น ยาไอซ์และยาบ้า จากริมแม่น้ำโขงไปส่งตามจังหวัดต่างๆ โดยครั้งแรกได้รับค่าจ้าง 50,000 บาท
สำหรับครั้งนี้ นายแม้วอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจมาขนยาบ้า แต่พาครอบครัวมาท่องเที่ยวที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ขณะพักอยู่ในรีสอร์ท นายบอสได้โทรศัพท์มาจ้างให้ตนไปขนยาไอซ์ 150 กิโลกรัม แต่ตนปฏิเสธเนื่องจากรถไม่มีพื้นที่เพียงพอและพาครอบครัวมาด้วย นายบอสจึงจ้างให้ขนยาบ้าแทน
นายแม้วเล่าว่า ในเย็นวันที่ 6 เมษายน ตนได้บอกภรรยาที่กำลังนอนกับลูกในรีสอร์ทว่าจะไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ จากนั้นขับรถไปรับยาบ้าในป่าสวนยางอำเภอสังคม โดยยาบ้าถูกบรรจุในกระเป๋าและนำขึ้นรถ ตนได้รับค่าจ้างล่วงหน้า 10,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 30,000 บาทจะได้รับหลังงานเสร็จสิ้น
หลังจากนั้น ตนขับรถกลับรีสอร์ท และในเวลา 04.00 น. ของวันที่ 7 เมษายน ได้พาครอบครัวขับรถออกจากรีสอร์ท มุ่งหน้าไปส่งยาบ้าปลายทางที่จังหวัดชัยภูมิ โดยคิดว่าการมีครอบครัวเดินทางไปด้วยจะช่วยตบตาไม่ให้ตำรวจสงสัย ทั้งภรรยาและแม่ไม่รู้ว่าตนกำลังขนยาบ้าไปด้วย
เหตุผลการถูกจับกุมและความรู้สึกของครอบครัว
เมื่อขับรถมาถึงบริเวณถนนบ้านกลางใหญ่-ผักบุ้ง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นถนนกำลังก่อสร้างและมีรถบรรทุกอยู่ด้านหน้า ตนต้องขับช้าและถูกตำรวจสกัดจับ ก่อนถูกตรวจค้น ตนเกรงว่าตำรวจจะตรวจปัสสาวะเนื่องจากตนเสพยาบ้า จึงเปลี่ยนให้ภรรยาขับรถแทน แต่สุดท้ายก็ถูกค้นพบยาบ้า
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ภรรยาและแม่รู้สึกตกใจ ส่วนลูกชายถึงกับร้องไห้จ้า นายแม้วยอมรับว่าพาครอบครัวมาเที่ยว แต่ตัดสินใจรับงานขนยาบ้าเพราะนายบอสติดต่อมา โดยยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับแม่และภรรยาเลย สำหรับการใช้โทรศัพท์มือถือของแม่ติดต่อกับขบวนการขนยาบ้า นายแม้วอ้างว่าเพราะมือถือตนแบตเตอรี่หมด จึงต้องใช้มือถือของแม่แทน
การให้การของแม่และความรู้สึกสำนึกผิด
นางวรรณิสา หรือบุ๋ม อายุ 51 ปี แม่ของนายแม้ว ให้การรับสารภาพว่า ลูกชายชวนมาเที่ยวสงกรานต์ที่อำเภอสังคม ตนจึงมากับครอบครัวโดยไม่รู้เห็นกับการรับจ้างขนยาบ้าของลูกชายเลย สำหรับการตรวจพบปัสสาวะสีม่วงนั้น ตนยอมรับว่าเสพยาบ้าจริง โดยไปขอยาบ้าจากลูกชายมาเสพในรีสอร์ท เพิ่งเสพเป็นครั้งแรกเพราะอยากลอง และรู้ว่าลูกชายก็เสพยาบ้าเพราะเคยถูกจับและติดคุกมาแล้ว
นางบุ๋มกล่าวว่า ไม่คิดว่าลูกชายจะรับจ้างขนยาบ้าในปริมาณมากขนาดนี้ และตนก็ติดร่างแหไปด้วย ด้านนายแม้วรู้สึกสำนึกผิดที่ทำให้แม่ต้องโดนจับกุมไปด้วย จึงเข้าไปก้มกราบที่ตักแม่ พร้อมร่ำไห้ขอโทษ ส่วนแม่ก็กอดลูกเอาไว้และยกโทษให้ ทั้งสองกอดกันร่ำไห้ระงม
ตำรวจได้ควบคุมตัวนายแม้วและนางบุ๋มพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.กลางใหญ่ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



