แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นเหยื่อสูญเงินกว่า 10 ล้านบาท สุดท้ายถูกตำรวจจับกุม
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ตุ๋นเงินกว่า 10 ล้าน สุดท้ายถูกจับกุม

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) จับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงเหยื่อสูญเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย พร้อมของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ ซิมการ์ด และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก

การสืบสวนและการจับกุม

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากผู้เสียหายหลายรายเข้าร้องทุกข์ต่อตำรวจว่าถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์มาหลอกลวงให้โอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคาร และหน่วยงานราชการ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินให้เป็นจำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

ตำรวจจึงสืบสวนจนพบเบาะแสของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้พื้นที่ในจังหวัดนนทบุรีเป็นฐานปฏิบัติการ และสามารถขอหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นนทบุรี พบผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง ซิมการ์ด 50 ใบ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 2 เครื่อง และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในการก่อเหตุ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

พฤติกรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้มีพฤติกรรมโทรศัพท์ไปยังเหยื่อแบบสุ่ม โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เช่น ธนาคาร หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน หรือให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัญชีธนาคาร และรหัส OTP

นอกจากนี้ยังพบว่าแก๊งนี้มีการใช้เทคโนโลยี VoIP (Voice over IP) เพื่อโทรศัพท์ข้ามประเทศ และใช้ซิมการ์ดที่ลงทะเบียนในนามบุคคลอื่นเพื่ออำพรางตัวตน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

คำเตือนจากตำรวจ

พลตำรวจตรี ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ขอให้ประชาชนระมัดระวังมิจฉาชีพที่โทรศัพท์มาหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานราชการ หรือธนาคาร ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะไม่โทรศัพท์ไปขอให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด

หากพบเบาะแสหรือถูกหลอกลวงสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ของตำรวจ หรือโทรสายด่วน 1441

ทั้งนี้ ตำรวจจะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 3 รายในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” และ “ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ” ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และปรับสูงสุด 100,000 บาท