วันที่ 15 มิ.ย. 2569 หลังการประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน แถลงผลสรุปข้อเสนอและความเห็น โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า จะเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เคยเปิดมาก่อน ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐบาล ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการทำธุรกิจการเมืองหรือไม่
ข้อสงสัยเกี่ยวกับสเปกโครงการ
นายธีระชาติ ต่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ยังคงมีคำถาม 3 ข้อที่ต้องการคำตอบ ได้แก่ รายละเอียดของโทเคน, TOR มีปัญหาด้านรายละเอียด และ TOR ระบุใช้ได้ 500,000 คนต่อชั่วโมง แต่ข้อมูลจากปลัดกระทรวงดีอีแจงว่า 5 ล้านคนต่อวินาที จึงต้องการคำยืนยันว่าสามารถเปลี่ยน TOR ได้ตามใจหรือไม่ และการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่
นอกจากนี้ กรอบเวลาที่กำหนดในการรับฟังความเห็นโครงการบังคับให้ลงทะเบียนภายใน 30 วัน แต่เห็นว่าการทำงานในโครงการ 1,621 ล้านบาท เป็นไปไม่ได้ภายใน 30 วัน โดยเอกสารเสนอโครงการ TH-AI passport เสนอ ครม. เศรษฐกิจ 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งยังไม่มี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การลงทะเบียนภายใน 90 วัน ต่อมาลดเหลือ 30 วัน และการเริ่มให้บริการจากเดิม 120 วันลดเหลือ 90 วัน แสดงให้เห็นว่าช่วงเวลามีจำกัดที่ต้องเริ่มโครงการโดยเร็ว
นายธีระชาติยังกล่าวถึงประเด็นจอโฆษณาในร้านสะดวกซื้อที่ไม่มีในเอกสาร ครม.เศรษฐกิจ แต่เมื่อทำประชาพิจารณ์กลับมีข้อมูล TOR ระบุเรื่องโฆษณาในร้านสะดวกซื้อเพิ่มมา จึงถามว่าเหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในช่วงที่ทราบว่าจะเป็นรัฐมนตรีรักษาการ
หลักฐานการทุจริต
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ย้ำว่ารัฐบาลต้องยกเลิกโครงการ เพราะไม่ใช่เรื่องอนาคต AI หรือความคุ้มค่า พร้อมอธิบายสไลด์หลักฐานที่ระบุว่า “ทำวันนี้เสร็จตั้งแต่ปีที่แล้ว” โดยหยิบยกเอกสารของ Human Intelligence ซึ่งระบุไทม์ไลน์การทำงานตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 และมีคำว่า TH-AI passport ซึ่งในวันดังกล่าวยังไม่ทราบว่าจะมีโครงการนี้เกิดขึ้น โดยโฟกัสที่สไลด์ของบริษัทอักษรย่อ B ซึ่งโครงการเริ่มทำประชาพิจารณ์ 15 ธันวาคม 2568 และเริ่มเปิดประมูลปลายเดือนธันวาคม แต่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ 27 ตุลาคม 2568 หมายความว่าเขารู้แล้วว่าจะได้รับการประมูล
นางสาวรักชนกยังอ้างถึงรายชื่อที่คาดขาวปิดไว้ว่าเป็นชื่อบุคคลที่ทำโครงการดังกล่าวและยังอยู่ในบริษัท B โดยเฉพาะมีการเทสต์ระหว่างประมูล ซึ่งหมายความว่าบริษัทดังกล่าวรู้ตัวอยู่แล้วว่าเป็นผู้ชนะการประมูลตัวจริง ที่ปลัดกระทรวงดีอีเคยบอกไว้ว่าหากมีหลักฐานการทุจริตจะยกเลิกโครงการ ซึ่งเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าโครงการนี้ส่อไปในทางไหน
เรียกร้องทบทวน TOR
นางสาวรักชนกขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีทั้ง 2 ท่าน ทบทวน TOR โดยด่วน หรือให้พับโครงการนี้ไปก่อนและตั้งงบประมาณในปีถัดไป ซึ่งหลักฐานที่เปิดวันนี้เป็นหลักฐานใหม่ล่าสุดที่ไม่เคยเปิดที่ใดมาก่อน ว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ส่อทุจริตเท่านั้น แต่เป็นเช่นนั้นจริงๆ และจะนำหลักฐานไปยื่น ป.ป.ช.
ข้อเสนอของพรรคประชาชน
นายภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อเสนอ หากยุบโครงการ TH-AI Passport จำนวนงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จะนำกลับมาสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในประเทศไทย สร้างโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุน AI ในประเทศไทยที่มีอยู่แล้ว โดยการซื้อ AI ต่างชาติควรติดต่อแบบจีทูจีเพื่อดึงผลประโยชน์จากบริษัทต่างประเทศ
นอกจากนี้ต้องสร้างทักษะคน ร่วมมือกับบริษัท AI อื่นๆ เพื่อดึงความสามารถมาใช้กับประชาชนทั่วไป ส่วน SME และสตาร์ทอัพควรได้รับคูปองดิจิทัลเพื่ออบรมและนำ AI ไปใช้ รวมถึงนำ AI มาใช้กับภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและโปร่งใส เช่น โครงการของกรุงเทพฯ ที่พยายามผลักดันให้เป็นรัฐแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ต้องสร้างอาชีพดิจิตอล ผลักดันให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาเปิดในไทยผ่าน BOI เกิดการจ้างงานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โครงการ TH-AI Passport เป็นเพียงโครงการเล็กๆ ต่อไปจะมีโครงการ AI มากขึ้นที่สามารถสูบงบประมาณภาครัฐ จึงเสนอให้กระทรวงดีอีถอยกลับมาเป็นเพียงผู้สร้างกรอบควบคุม AI และทำราคากลางมาตรฐานกลาง ควบคุมโครงการ AI ในประเทศ และส่งโครงการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ สวทช. วิเคราะห์เพื่อลดความซ้ำซ้อน
ข้อพิรุธ 3 ประการ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เนื้อหาในวันนี้ไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีข้อมูลอีกเยอะ ข้อพิรุธที่ 1 โครงการนี้ทำวันนี้เสร็จปีก่อน ขณะที่รัฐมนตรีดีอีบอกให้ความสำคัญกับ AI แต่นายกฯ ไม่เคยเรียกประชุมบอร์ด AI ข้อพิรุธที่ 2 ความผิดปกติใน TOR ทั้งลอกและล็อก TOR เพราะโครงการ TH-AI Passport ไม่ใช่โครงการเดียว มีการเขียนโครงการคล้ายๆ กัน ล็อกเรื่องจอโฆษณาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางกลุ่ม ข้อพิรุธที่ 3 ไม่ใช่มีแค่ 2 โครงการ วันนี้หมื่นล้านตนเชื่อว่าไม่ใช่ทั้งหมด พร้อมเปิดข้อมูลแบบนี้เรื่อยๆ พวกเขากำลังทำเป็นขบวนการที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว นำมาซึ่งการเข้าถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ลอกและล็อกสเปก TOR แบบนี้ได้ มอบเงินงบประมาณแผ่นดินให้กับกลุ่มบางกลุ่มที่กำลังทำธุรกิจการเมือง
ทางเลือกของนายกฯ
จาก 3 ข้อพิรุธ นายกรัฐมนตรีมีทางเลือก 2 ข้อ 1. สั่งเบรกโครงการทั้งหมดทันทีเพื่อพิสูจน์ว่านายกฯ แก้ปัญหาทุจริตและไม่ยอมให้ธุรกิจการเมืองกัดกินประเทศ 2. ลอยตัวหนีปัญหา ไม่แตะโครงการนี้ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะอาจเกรงใจรัฐมนตรีดีอีที่เป็นลูกชายของใคร หรืออาจเป็นสิ่งที่กลุ่มธุรกิจการเมืองเหล่านี้เป็นเสาค้ำจุนรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน จึงไม่สามารถแตะต้องได้
วันนี้มีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินที่เป็นเงินนอกงบประมาณอีกเยอะ เงินในกองทุนดีอี เฉพาะโครงการนี้ 1,600 ล้านบาท เป็นเงินที่เยอะมากสำหรับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ เราสามารถนำเงินจำนวนเดียวกันสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ได้ดีกว่านี้ ดังนั้นถ้าอยากแก้ปัญหานี้ ต้องปฏิรูปกองทุนดีอีให้โปร่งใสและเปลี่ยนงบประมาณ



