ความคืบหน้าในคดีแพลตฟอร์มคริปโตเคอร์เรนซี 'ดิจิไฮฟ์' (DigiHive) ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ผู้เสียหายจำนวนกว่า 1,000 คน ได้เดินทางมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อยื่นคำร้องขอให้รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท
เบื้องหลังการลงทุนที่ต้องสงสัย
ดิจิไฮฟ์เป็นแพลตฟอร์มที่อ้างว่าให้บริการขุดเหรียญดิจิทัล โดยชักชวนให้ประชาชนลงทุนผ่านระบบสมาชิกแบบหลายชั้น (MLM) โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 10-15 ต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ต่อมาผู้ลงทุนเริ่มพบความผิดปกติ เมื่อไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ตามที่สัญญาไว้ จนกระทั่งแพลตฟอร์มหยุดจ่ายผลตอบแทนและปิดตัวลงในที่สุด
การรวมตัวของผู้เสียหาย
ผู้เสียหายซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไปและผู้สูงอายุ ได้รวมตัวกันผ่านกลุ่มโซเชียลมีเดีย และนัดหมายมายื่นเรื่องต่อดีเอสไอ โดยมีนายสมชาย (นามสมมติ) หนึ่งในตัวแทนผู้เสียหาย เปิดเผยว่า 'เราถูกหลอกให้ลงทุนด้วยความหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี แต่สุดท้ายกลับสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต หลายคนเป็นหนี้สิน บางคนถึงขั้นคิดสั้น ตอนนี้เราต้องการให้ดีเอสไอเข้ามาดำเนินการอย่างเร่งด่วน'
ดีเอสไอรับเรื่องสอบสวน
พ.ต.อ.ไพศาล วงศ์สุวรรณ รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยภายหลังรับคำร้องว่า ดีเอสไอจะพิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมาเสนอ ก่อนจะตัดสินใจรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ซึ่งหากรับแล้วจะมีการตั้งคณะทำงานสอบสวนขยายผลต่อไป โดยเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมากและมูลค่าความเสียหายสูง เข้าข่ายความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527
ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงในการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีที่อ้างอิงระบบ MLM ซึ่งมักเป็นรูปแบบของแชร์ลูกโซ่ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน และหลีกเลี่ยงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงหรือมีการชักชวนแบบเครือข่าย
สำหรับผู้เสียหายที่ยังไม่ได้แจ้งความ สามารถติดต่อดีเอสไอหรือกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



