สุรสิทธิ์ ผู้ต้องหาคดีติดสินบน ป.ป.ช. ได้ประกันตัวหลังรับทราบข้อหา
วันนี้ (19 มีนาคม 2569) นายสุรสิทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหาในคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้เดินทางพร้อมทนายความเข้าพบพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ กก.1 บก.ปปป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันให้สินบนเจ้าพนักงาน หลังทราบว่านายสรพงศ์ ผู้ต้องหาในคดีอีกคนหนึ่งถูกออกหมายจับและได้เข้ามอบตัวไปก่อนหน้านี้
เมื่อนายสุรสิทธิ์ปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. เจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับและทำการจับกุม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ จากนั้นจึงควบคุมตัวสอบปากคำและจัดทำบันทึกการจับกุมอย่างละเอียด ภายหลังการสอบสวน พนักงานสอบสวนได้อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นจำนวนเงิน 105,000 บาท
คดีแยกเป็น 2 สำนวน พัวพันบุคคลระดับสูง
สำหรับคดีดังกล่าวถูกแยกออกเป็น 2 สำนวน โดยสำนวนแรกเป็นคดีของนายเอกวิทย์ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งขณะนี้ได้ส่งเรื่องไปยังรัฐสภา และส่งสำนวนให้ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน
ส่วนอีกสำนวนเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหารวม 5 คน ได้แก่ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายสมบัติ อนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ ป.ป.ช., นายสามารถ, นายสรพงศ์ และนายสุรสิทธิ์ ซึ่งอยู่ในอำนาจการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
พฤติการณ์ในคดีเชื่อมโยงการส่งมอบทองคำ
สำหรับพฤติการณ์ในคดี พบว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 พันตำรวจเอกภาคภูมิ พิศมัย ได้นำทองคำไปส่งมอบให้นายเอกวิทย์ โดยมีนายสุรสิทธิ์ ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษ เป็นผู้ประสานรับ-ส่ง บริเวณลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ กรุงเทพฯ ส่งผลให้เชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นในการส่งมอบสินบนดังกล่าวด้วย
คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนและดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตในทุกระดับ



