ป.ป.ช.รับสำนวนสอบสวนคดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง หลังดีเอสไอไม่รับเป็นคดีพิเศษ
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีการบุกรุกที่ดินเขากระโดงในพื้นที่ตำบลอิสาณและตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ยื่นร้องทุกข์ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่บุกรุกครอบครองที่ดินดังกล่าว ซึ่งมีแนวเขตอยู่ในที่ดินของการรถไฟจำนวนกว่า 4,414 ไร่ โดยรฟท.ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนและเรียกค่าเสียหาย
ดีเอสไอไม่รับคดีเนื่องจากอยู่ในชั้นศาลแล้ว
เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดีเอสไอมีมติไม่รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินของการรถไฟ และรฟท.ได้ฟ้องศาลเพื่อเพิกถอนที่ดินเพิ่มเติมอีกประมาณ 100 แปลง ทำให้คดีดังกล่าวอยู่ในชั้นศาลแล้ว แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า เหตุผลที่ดีเอสไอไม่รับคดีเป็นพิเศษเกิดจากรูปคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณาในชั้นศาลแล้ว ซึ่งตามระเบียบของคณะกรรมการคดีพิเศษระบุชัดเจนว่า หากมีการดำเนินคดีในชั้นศาลหรือมีการดำเนินคดีอาญาแล้ว ดีเอสไอจะรับคดีพิเศษไม่ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการซ้ำซ้อนกับศาลและไม่ให้มีการฟ้องซ้ำ
นักการเมืองท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน
รายงานเบื้องต้นระบุว่า สำหรับที่ดินเขากระโดง มีผู้บุกรุกจำนวนมาก แต่มีรายชื่อนักการเมืองชื่อดังในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ถูกรฟท.ดำเนินการขับไล่ เนื่องจากเข้าไปถือครองที่ดิน 3 คน ได้แก่
- นางกรุณา ชิดชอบ ถือครอง 1 แปลง
- นายเนวิน ชิดชอบ ถือครองโฉนดที่ดินเลขที่ 3477 หรือสนามฟุตบอล และโฉนดที่ดินเลขที่ 9160 หรือตลาดเซาะกราว ซึ่งได้ยกให้แก่นายไชยชนก ชิดชอบ และต่อมานายไชยชนกได้ให้กลับมาที่นายเนวินอีกครั้งก่อนการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566
นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย และถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในรัฐบาลอนุทิน 2 หากนายไชยชนกยังมีรายชื่อถือครองที่ดินซึ่งยังมีปัญหาการบุกรุก อาจมีความเสี่ยงต่อความผิดจริยธรรมร้ายตามบรรทัดฐานใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญ
การดำเนินคดีเพิ่มเติมและการฟ้องร้อง
รฟท.ได้ยื่นฟ้องเพิกถอนที่ดินเขากระโดงเพิ่มเติมอีก 15 แปลง และยื่นฟ้องเพิกถอนขับไล่ที่ดินเพิ่มอีก 9 แปลง อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังคงไม่รับกรณีที่ดินเขากระโดงเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากคดีอยู่ในกระบวนการศาลแล้ว การรับสำนวนโดยป.ป.ช.ในครั้งนี้จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตในกรณีดังกล่าว



