นางประนอม (สงวนนามสกุล) อายุ 66 ปี ชาวจังหวัดนครปฐม เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม หลังจากถูกทนายความซึ่งเป็นหลานชายยักยอกเงินจำนวน 3 ล้านบาท โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา นางประนอมเปิดเผยว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินที่ได้จากการขายที่ดินของครอบครัว โดยหลานชายเสนอตัวจะนำไปลงทุนต่อยอดให้ได้ผลกำไร แต่กลับไม่เป็นไปตามที่ตกลง
รายละเอียดเหตุการณ์
นางประนอมเล่าว่า ตนและครอบครัวได้ขายที่ดินแปลงหนึ่งในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ได้เงินมา 3 ล้านบาท หลานชายซึ่งเป็นทนายความอาสาช่วยเหลือด้านกฎหมายได้เสนอให้นำเงินไปลงทุนในธุรกิจของเพื่อน โดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูง หลานชายรับโอนเงินเข้าบัญชีของตนเองเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ตามที่สัญญาไว้
เมื่อนางประนอมสอบถามความคืบหน้า หลานชายกลับบ่ายเบี่ยงและไม่ยอมคืนเงิน จนกระทั่งนางประนอมตัดสินใจเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนครปฐม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 โดยมีหลักฐานการโอนเงินและบันทึกข้อความที่เกี่ยวข้อง
การดำเนินคดี
พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม รับแจ้งความและดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียกทนายความหลานชายมาสอบปากคำ โดยเบื้องต้นแจ้งข้อหาว่ายักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นางประนอมกล่าวว่า "ฉันไว้ใจหลานชายเพราะเป็นทนายความ คิดว่าคงไม่ทำอะไรไม่ดี แต่กลับเอาเงินไปใช้ส่วนตัว ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนมาก" เธอหวังว่าตำรวจจะติดตามตัวและดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อนำเงินคืนมาให้ครอบครัว
ผลกระทบและบทเรียน
เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายให้กับครอบครัวนางประนอมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเงิน 3 ล้านบาทเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เหลือจากการขายที่ดิน ซึ่งตั้งใจจะใช้เป็นทุนการศึกษาให้หลานและใช้จ่ายในวัยเกษียณ การถูกยักยอกเงินทำให้ครอบครัวต้องปรับแผนการใช้ชีวิตใหม่
นอกจากนี้ยังเป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในการไว้วางใจบุคคลใกล้ชิด แม้จะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าก่อนโอนเงินให้ผู้อื่นควรทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรและมีพยานรู้เห็น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต



