บุกรวบปลัดอำเภอพระพุทธบาท เรียกรับเงินแลกออกใบอนุญาตปืน
บุกรวบปลัดอำเภอพระพุทธบาท เรียกรับเงินแลกใบปืน

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนธิกำลังบุกเข้าจับกุม นายปริน อายุ 43 ปี ปลัดอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี กลางที่ว่าการอำเภอพระพุทธบาท ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. และ พ.ต.อ.ทีนัฐกรณ์ วัฒนแสงประเสริฐ รอง ผบก.ปปป. โดยมอบหมายให้ พ.ต.อ.วนัสชัย ยิ่งยงสมสวัสดิ์ ผกก.2 บก.ปปป. และ พ.ต.ท.สุรเชษฐ์ เดชะพันธ์ รอง ผกก.2 บก.ปปป. นำกำลังเข้าจับกุมตัวนายปรินได้ที่โต๊ะทำงานภายในที่ว่าการอำเภอพระพุทธบาท ตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

พฤติการณ์เรียกรับเงินค่าดำเนินการใบอนุญาตปืน

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2569 ผู้เสียหายรายหนึ่งประสงค์จะขอโอนอาวุธปืนมรดกของมารดา จำนวน 2 กระบอก ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ระหว่างการดำเนินการ นายปรินซึ่งเป็นปลัดอำเภอพระพุทธบาทได้แสดงพฤติการณ์เรียกรับเงิน โดยอ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมในการดำเนินการรวม 10,000 บาท ต่อมาได้ลดเหลือ 5,000 บาท พร้อมแจ้งว่ายังต้องชำระค่าใบอนุญาตตามกฎหมายเพิ่มเติมอีก 1,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,000 บาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผู้เสียหายเห็นว่าการเรียกเก็บเงินดังกล่าวไม่เป็นไปตามระเบียบ จึงร้องเรียนไปยังสำนักงาน ป.ป.ท. และให้ความร่วมมือในการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ผู้เสียหายได้บันทึกเสียงการสนทนา และติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพื่อบันทึกเหตุการณ์ระหว่างเข้าพบและส่งมอบเงินจำนวน 6,000 บาท ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา หลังจากนั้นจึงนำเรื่องเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน จนนำมาสู่การออกหมายจับและจับกุมตัวได้ในที่สุด

ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ เตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายปรินยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปปป. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป การกระทำดังกล่าวมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ซึ่งระบุว่าเจ้าพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 400,000 บาท

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการทุจริตในหน่วยงานราชการที่สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เร่งรัดดำเนินการเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย และส่งสัญญาณว่าการกระทำผิดในลักษณะนี้จะไม่ถูกละเว้น