ตำรวจจับกุม 4 ชาวอังกฤษ ผู้ต้องสงสัยปล้นตู้เซฟหนุ่มเชฟชาวอังกฤษ 2 ล้านบาท
ความคืบหน้าสำคัญในคดีปล้นตู้เซฟเงินสดกว่า 2 ล้านบาทของหนุ่มเชฟชาวอังกฤษในจังหวัดชลบุรี เมื่อตำรวจสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชาวอังกฤษได้ 4 คน หลังใช้กลยุทธ์สืบสวนเชิงรุกและตรวจสอบกล้องวงจรปิดอย่างละเอียด
รายละเอียดการก่อเหตุและแนวทางการสืบสวน
เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงกลางดึกของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่บ้านหลังหนึ่งในตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยคนร้าย 3 คนสวมชุดดำและคลุมไอ้โม่ง บุกเข้าบ้านและใช้อาวุธมีดจี้คอ นายเวสลีย์ ไซริล รัสเซลล์ อายุ 32 ปี สัญชาติอังกฤษ พร้อมภรรยาชาวไทย ก่อนจะขึ้นไปชั้นสองเพื่อยกตู้เซฟจากตู้เสื้อผ้าในห้องนอน อุ้มขึ้นรถกระบะสีดำแล้วขับหนีไป
ตำรวจเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายวางแผนมาอย่างดี เนื่องจากทราบว่าผู้เสียหายเพิ่งเบิกเงินสด 2 ล้านบาทเพื่อเตรียมซื้อบ้าน และอาจรู้จักกันที่ร้านกัญชาแห่งหนึ่งในพัทยา จากการสืบสวน พบว่าคนร้ายใช้รถถึง 3 คันในการก่อเหตุและหลบหนี โดยเริ่มจากรถกระบะฟอร์ดสีดำที่ใช้ปล้น จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถเอสยูวีสีขาว และสุดท้ายใช้รถกระบะฟอร์ดอีกคันหนึ่งเพื่อสับขาหลอกเจ้าหน้าที่ คล้ายกับฉากในภาพยนตร์เรื่อง "Fast & Furious"
การจับกุมและพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัย
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ตำรวจจากหลายหน่วยงานรวมทั้งสภ.หนองปรือ สืบสวนภาค 2 และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยชาวอังกฤษได้ 4 คน ประกอบด้วยชายผิวสี 3 คน และชายผิวขาว 1 คน โดยรายแรกถูกจับกุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะเตรียมหลบหนีไปประเทศมาเลเซีย ส่วนรายอื่นๆ ถูกควบคุมตัวที่ต่างสถานที่ เช่น โรงแรมในจังหวัดบุรีรัมย์
เบื้องต้น ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดให้การปฏิเสธและอ้างว่าไม่รู้จักกัน อย่างไรก็ตาม กล้องวงจรปิดบันทึกภาพได้ชัดเจนว่าพวกเขานำตู้เซฟไปเปิดและแบ่งเงินกันในห้องพักชั้น 6 ของอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในซอยวัดบุญย์กัญจนาราม ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 8-9 กิโลเมตร ตำรวจยังพบว่าคนร้ายสามารถนำกุญแจตู้เซฟออกมาได้หลังบุกเข้าไป จึงเปิดตู้เซฟได้อย่างง่ายดาย
ขั้นตอนต่อไปและความคาดหวัง
ขณะนี้ ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับอย่างเป็นทางการ คาดว่า พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภาค 2 จะออกมาแถลงรายละเอียดด้วยตนเองในเร็วๆ นี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสาธารณชนและแสดงถึงความเอาจริงเอาจังในการปราบปรามอาชญากรรม
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของอาชญากรรมข้ามชาติและความสำคัญของเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดในการสืบสวน ตำรวจยังคงดำเนินการสอบสวนแยกกันกับผู้ต้องสงสัยแต่ละราย เพื่อไขปมความเชื่อมโยงและแรงจูงใจที่แท้จริงเบื้องหลังเหตุการณ์อุกอาจครั้งนี้



