เปิดแผนปราบอาชญากรรมไซเบอร์ ใช้ AI สกัดขบวนการหลอกลงทุน
เปิดแผนปราบอาชญากรรมไซเบอร์ ใช้ AI สกัดขบวนการหลอกลงทุน

พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (ผบก.สส.1) เปิดเผยถึงแผนปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในปี 2569 ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสกัดกั้นขบวนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้กลอุบายหลอกให้เหยื่อลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือแพลตฟอร์มเทรดที่ไม่มีอยู่จริง

สถิติความเสียหายและการดำเนินคดี

ข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สส.) ระบุว่า ในปี 2568 มีคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นกว่า 200,000 คดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยคดีหลอกลวงลงทุนออนไลน์เป็นประเภทที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด หรือประมาณ 15,000 ล้านบาท

พล.ต.ต.สถิตย์ กล่าวว่า "ในปี 2569 เราจะมุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการปราบปราม โดยใช้ระบบ AI วิเคราะห์รูปแบบการหลอกลวงและแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์ รวมถึงการตรวจสอบบัญชีม้าที่ใช้ในการรับโอนเงินจากเหยื่อ ซึ่งที่ผ่านมาเราสามารถอายัดบัญชีดังกล่าวได้กว่า 10,000 บัญชี และคืนเงินให้เหยื่อแล้วกว่า 1,600 ล้านบาท"

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่

ตำรวจไซเบอร์ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ 15 แพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและระงับบัญชีต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ (www.thaipoliceonline.com) ที่สามารถดำเนินการอายัดบัญชีได้ภายใน 24 ชั่วโมง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

"การทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำให้เราสามารถลดระยะเวลาในการอายัดบัญชีจากเดิม 3-5 วัน เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการคืนเงินให้เหยื่อได้มากขึ้น" พล.ต.ต.สถิตย์ กล่าวเสริม

แนวโน้มอาชญากรรมไซเบอร์ในปี 2569

จากการวิเคราะห์ของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คาดว่าในปี 2569 อาชญากรรมไซเบอร์จะยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรูปแบบที่ใช้เทคโนโลยี Deepfake และ AI ในการปลอมแปลงเสียงหรือใบหน้าของบุคคลสำคัญเพื่อหลอกลวงเหยื่อ นอกจากนี้ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังพัฒนาวิธีการใหม่ๆ โดยใช้ระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ (Robocall) เพื่อโทรหาประชาชนจำนวนมาก

พล.ต.ต.สถิตย์ เปิดเผยว่า "เราพบว่ามิจฉาชีพเริ่มใช้ AI สร้างเสียงสังเคราะห์ที่เหมือนจริง เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นญาติหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นประชาชนต้องเพิ่มความระมัดระวัง หากได้รับสายหรือข้อความที่น่าสงสัย ควรตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดก่อนดำเนินการใดๆ"

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ตำรวจไซเบอร์แนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามหลัก 3 ไม่ ได้แก่ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน หากได้รับข้อความหรือโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเสนอผลตอบแทนสูงในการลงทุน นอกจากนี้ ควรตรวจสอบข้อมูลการลงทุนผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือสอบถามที่สายด่วน 1441

สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.com หรือโทรสายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง