เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ765/2565 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 8 คน ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่เป็นการกระทำในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ตามมาตรา 116 และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ศาลยกฟ้องข้อหาหลัก ม.112 และ 116
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ที่เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยการติดสติกเกอร์ว่า "ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนหรือไม่" เป็นเพียงประโยคคำถามถึงขบวนเสด็จ มิได้ระบุพระนามหรือสื่อถึงบุคคลที่กฎหมายคุ้มครองโดยตรง จึงไม่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือด้อยค่าพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท การแสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้วของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการแสดงออกทางร่างกายเพื่อสื่อถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งสามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34
ศาลระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 รัฐต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม ด้วยความเป็นธรรมและเสมอภาค มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญและเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏเหตุความวุ่นวายอันจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 112 และ 116
ปรับฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน
อย่างไรก็ตาม ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 มีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 เนื่องจากจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ในรัศมี 150 เมตรจากพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจออกคำสั่งให้เลิกการชุมนุม แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
ศาลพิพากษาให้ปรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 คนละ 5,000 บาท นอกจากนี้ จำเลยที่ 6 ยังมีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ตามมาตรา 138 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง โดยศาลให้จำคุก 3 เดือน เพิ่มโทษหนึ่งในสามเป็นจำคุก 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท
จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 4 ไม่ผิดฐานดูหมิ่น
ในระหว่างพิจารณา นางสาวเนติพร จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับ ศาลจึงให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ ส่วนจำเลยที่ 4 ที่ถูกฟ้องฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ศาลเห็นว่าก่อนที่จำเลยที่ 4 จะกล่าวถ้อยคำ มีชายแต่งกายนอกเครื่องแบบเข้ารัดตัวจำเลยที่ 1 ทำให้เกิดการชุลมุน จำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าชายดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แม้ถ้อยคำจะรุนแรง แต่เป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่น อยู่ในกรอบของกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 8 คน โดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ 116 แต่ปรับฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน และจำเลยที่ 6 ต้องรับโทษเพิ่มเติมฐานขัดขวางเจ้าพนักงาน



