รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเหยื่อโอนเงิน 3 ล้าน หนีไปกัมพูชา
รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกเหยื่อ 3 ล้าน หนีไปกัมพูชา

ตำรวจสืบสวนนครบาลประสบความสำเร็จในการติดตามจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ก่อเหตุหลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินรวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาหลบหนีไปยังประเทศกัมพูชา หลังถูกศาลออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์

เปิดปฏิบัติการล่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวน นครบาล (บก.สส.น.) ได้รับแจ้งความจากผู้เสียหายหลายรายว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์มาหลอกลวงให้โอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชนต่างๆ เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้รวมกว่า 3 ล้านบาท หลังสืบสวนพบว่าแก๊งนี้มีเครือข่ายข้ามชาติ โดยมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา

ออกหมายจับและติดตามจับกุม

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 5 ราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยหนึ่งในผู้ต้องหาคือนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊ง เจ้าหน้าที่สืบทราบว่านายเอได้หลบหนีไปกัมพูชาหลังก่อเหตุ ตำรวจจึงประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อติดตามจับกุม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การจับกุมที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมนายเอได้ที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว ขณะพยายามเดินทางกลับประเทศไทย โดยนายเอให้การรับสารภาพว่าเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกเหยื่อมาเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน โดยมีสมาชิกในแก๊งประมาณ 10 คน แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งฝ่ายโทรศัพท์ ฝ่ายบัญชี และฝ่ายเทคโนโลยี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความเสียหายและผู้เสียหาย

จากการสอบสวนพบว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกลวงมากกว่า 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่ขาดความรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 3 ล้านบาท โดยเหยื่อรายเดียวที่เสียหายมากที่สุดคือหญิงวัย 65 ปี ถูกหลอกโอนเงินถึง 1.2 ล้านบาท

แนวทางป้องกัน

ตำรวจฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อผู้ที่โทรศัพท์มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะที่ให้กดหรือโอนเงิน หากได้รับสายต้องสงสัยให้วางสายทันทีและโทรสอบถามหน่วยงานนั้นโดยตรง หรือแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1599

ด้านพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน นครบาล เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน

ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลติดตามผู้ต้องหาที่เหลืออีก 4 ราย ซึ่งคาดว่ายังหลบซ่อนอยู่ในกัมพูชา โดยจะประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป