20 พฤษภาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เปิดเผยผลการจัดอันดับดัชนีระบบนิเวศสตาร์ตอัปโลกประจำปี 2569 (Global Startup Ecosystem Index 2026) จาก StartupBlink ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิจัยระดับโลกที่วิเคราะห์ระบบนิเวศสตาร์ตอัปจาก 120 ประเทศและกว่า 1,500 เมือง ผลปรากฏว่าประเทศไทยขยับขึ้นสู่อันดับ 49 ของโลก เข้าสู่ Top 50 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และครองอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมอัตราการเติบโตของระบบนิเวศสูงถึงร้อยละ 62.6
กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขึ้นทำเนียบเมืองแม่เหล็ก
กรุงเทพมหานครขยับขึ้นสู่อันดับ 76 ของโลก และอันดับ 4 ของอาเซียน คว้าอันดับ 1 เมืองโรโบติกส์อาเซียน (อันดับ 17 โลก) ขณะที่เชียงใหม่และภูเก็ตเติบโตสูงขึ้นกว่าร้อยละ 91.6 และ 85.9 ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีเมืองใหม่ที่มีศักยภาพสูงเพิ่มอีก 4 แห่ง ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม ทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนเมืองติดอันดับมากที่สุดอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ดร.ยศชนัน ชี้สัญญาณความเชื่อมั่นจากนานาชาติ
ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า นี่เป็นความภาคภูมิใจด้านนวัตกรรมของไทย สะท้อนพัฒนาการของเมืองและระบบนิเวศนวัตกรรมที่เติบโตจากการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยี โดยมองว่าสตาร์ตอัปเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างงานทักษะสูง และการแข่งขันในเวทีโลก
การที่ไทยก้าวเข้าสู่ Top 50 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ด้าน MedTech ของอาเซียน (อันดับ 8 ของโลก) รวมถึงกรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 ด้าน Robotics ในภูมิภาค แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติมากขึ้น
NIA เดินหน้าเสริมแกร่งระบบนิเวศนวัตกรรม
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า ผลการจัดอันดับปีนี้สะท้อนการเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยในหลายมิติ โดยไทยมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดอันดับ 4 ในกลุ่ม 50 อันดับแรกของโลกที่ร้อยละ 62.6 (อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้รับการจัดอันดับด้าน Startup Community Activity เป็นอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก
ปัจจุบันไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad จากทั่วโลก NIA จะปั้น “ย่านนวัตกรรมอารีย์” ให้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางคอมมูนิตี้สตาร์ตอัปของไทย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายนวัตกรรมระดับนานาชาติ
ปัจจัยหลักที่ StartupBlink ใช้ประเมินประกอบด้วย 1) Quantity Score – ปริมาณกิจกรรมของระบบนิเวศ เช่น จำนวนสตาร์ตอัป นักลงทุน 2) Quality Score – คุณภาพและผลกระทบ เช่น การเติบโตของ Unicorn การลงทุน และ 3) Startup Business Environment Score – ความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ คุณภาพอินเทอร์เน็ต
การเติบโตของไทยในครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบนิเวศนวัตกรรมไทยกำลังก้าวสู่ระดับสากลอย่างชัดเจน โดย NIA จะยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Startup Nation อย่างยั่งยืน



