AWS ประเทศไทยเดินหน้าลงทุนมหาศาล 1.9 แสนล้านบาทใน 15 ปี เผยดีมานด์ชะลอแต่ไม่กระทบแผนระยะยาว
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจและยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับปี 2026 ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยที่คาดว่าจะสูงกว่าการเติบโตของ GDP ถึง 3 เท่า และมีมูลค่าสูงถึง 5.6 ล้านล้านบาท ทำให้ปีนี้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดคลาวด์ไทย โดยเฉพาะทิศทางของ AWS ประเทศไทย ที่ประกาศเดินเกมรุกเต็มรูปแบบ ตอกย้ำความมุ่งมั่นหลังจากการเปิดตัว AWS Asia Pacific (Thailand) Region อย่างเป็นทางการในปีที่ผ่านมา
สถานะการลงทุนและผลกระทบต่อตลาดไทย
หลังการประกาศลงทุนเม็ดเงินมหาศาลกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท ในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 15 ปี ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างงานได้ถึง 10,000 ตำแหน่งต่อปีนั้น ปัจจุบัน AWS Thailand Region ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการผ่าน 3 Availability Zones ที่พร้อมใช้งานตั้งแต่วันแรก สิ่งที่น่าสนใจคือเริ่มมีสัญญาณการเติบโตจากกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรขนาดใหญ่ที่ทยอยย้ายระบบกลับมาตั้งฐานข้อมูลในประเทศไทย โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 อย่าง ได้แก่
- การเก็บข้อมูลไว้ในประเทศ (Data Residency)
- ความหน่วงในการส่งข้อมูลที่ลดลงถึง 4-6 เท่า (Low Latency)
- ค่าบริการถูกกว่าการใช้ Region ในต่างประเทศถึง 10% (Cost Optimization)
โดยปัจจุบัน AWS นำบริการต่างๆ เข้ามาให้ลูกค้าในไทยใช้งานแล้วกว่า 120 บริการ และกำลังเร่งนำบริการเฉพาะทางอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้ครอบคลุมถึง 80-90% อย่างไรก็ตาม ความผันผวนทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่หลักที่ทีมฝ่ายขายและฝ่ายบริการของ AWS ต้องออกแรงเพิ่มขึ้น เพื่อเร่งผลักดันให้ลูกค้าเกิดการนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้เร็วขึ้น แต่วัตสันยืนยันว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจจะไม่ทำให้แผนการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว 15 ปีในไทยต้องชะลอตัวลง
การเติบโตของ AI ในองค์กรไทยและกรณีศึกษาที่น่าสนใจ
วัตสันกล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ความพร้อมขององค์กรไทยในการใช้งาน AI ระดับองค์กร ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงที่มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดและมีทิศทางที่เป็นบวกอย่างมาก โดยข้อมูลจากการสำรวจพบว่าองค์กรไทยมีการนำ AI มาใช้ในเชิงธุรกิจอย่างจริงจังเพิ่มขึ้นจาก 24% ในปี 2024 กระโดดขึ้นเป็น 32% ในปี 2025 คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 33% สถิตินี้ชี้ให้เห็นว่าในทุกๆ 3 นาที จะมีบริษัทในไทย 1 รายที่นำ AI เข้าไปฝังในระบบหรือใช้งานอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ยังพบว่าองค์กรไทยมีความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ลึกซึ้งขึ้น โดยเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการทำแค่ Proof of Concept (POC) มาเป็นการนำ AI เข้าไปฝังในระบบการทำงานเพื่อสร้างผลกระทบต่อธุรกิจอย่างแท้จริง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากผู้บริหารต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และความคุ้มค่าจากการลงทุน มากกว่าการจ่ายค่าไลเซนส์โดยไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา
ในส่วนของความพร้อมที่แตกต่างกันตามขนาดขององค์กร พบว่าองค์กรขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีความพร้อมและวิสัยทัศน์ในการนำ AI ไปใช้ในระดับที่กว้างและลึกซึ้งกว่า มีความหลากหลายในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น การประยุกต์ใช้ Agentic AI ในการย้ายระบบ การประเมินสินทรัพย์ หรือการอ่านเอกสารที่ต้องการความแม่นยำสูง ขณะที่องค์กรขนาดเล็กส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการประยุกต์ใช้ โดยการใช้งาน AI มักจะยังเป็นขั้นพื้นฐานและไม่ได้มีความซับซ้อนมากนักเมื่อเทียบกับองค์กรใหญ่
พร้อมยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เช่น
- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ใช้ AI วิเคราะห์ธุรกรรมเพื่อตรวจจับแนวโน้มบัญชีม้าร่วมกับภาครัฐ และใช้ระบบ Computer Vision ช่วยประเมินราคาสินทรัพย์เพื่อลดเวลาลงจากหลายวันเหลือเพียงหลักนาที นอกจากนี้การใช้ AI มาช่วยทำ Code Migration ยังสามารถลดเวลาและต้นทุนลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง
- แสนสิริ สร้างแพลตฟอร์ม “แสน X” ที่เป็น AI Agent ให้พนักงานใช้ค้นหาความรู้จากกว่า 500 โครงการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงนำ AI มาใช้อ่านเอกสาร Invoice ซึ่งเพิ่มความแม่นยำก้าวกระโดดถึง 80-90% และประหยัดต้นทุนขึ้น
- SPRC ทำการย้ายฐานระบบนักพัฒนาจาก .NET บน Windows สู่ระบบ Open source บนคลาวด์ ซึ่งช่วยประหยัดเงินได้ถึง 76% และเพิ่มประสิทธิภาพให้ทีมนักพัฒนาสูงขึ้น 13 เท่า
ไฮไลท์เทคโนโลยีใหม่จาก AWS re:Invent 2025
นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เปิดตัวในงาน AWS re:Invent 2025 ที่จะเข้ามาช่วยเหลือนักพัฒนาและองค์กรต่างๆ ในการสร้างและขยายขีดความสามารถของ Generative AI นำโดยกลุ่ม Frontier Agents ที่มีความสามารถล้ำยิ่งขึ้น ได้แก่
- Kiro Autonomous Agent นักพัฒนาเสมือนจริง ที่ทำได้ตั้งแต่ตรวจโค้ด แก้บั๊ก เพิ่ม Test Coverage ได้อัตโนมัติ
- AWS Security Agent ผู้ช่วยด้านความปลอดภัย วิเคราะห์เอกสารออกแบบและสแกนโค้ดแบบเชิงรุก
- AWS DevOps Agent ทีมปฏิบัติการที่คอยตรวจจับเหตุการณ์ ค้นหาสาเหตุ และช่วยแก้ปัญหา 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง
ด้วยการอัปเดตแพลตฟอร์ม Amazon Bedrock ที่เพิ่มโมเดลใหม่เข้ามาถึง 18 รุ่น เปิดทางเลือกที่ยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงโมเดลจาก Mistral AI ได้แก่ Mistral Large 3 และ Mistral 3, Gemma 3 จาก Google, Nemotron จาก NVIDIA และ GPT OSS Safeguard จาก OpenAI ในฝั่งของ AWS เองที่ได้เปิดตัว Amazon Nova 2 Model Family จำนวน 4 รุ่น (Lite, Pro, Sonic, Omni) ชูจุดเด่นด้าน reasoning, multimodal และ agentic workflow ประกอบด้วย Nova Forge ฝึกโมเดลเฉพาะองค์กร พร้อมเข้าถึง pre-trained checkpoints และ Nova Act ทำงานอัตโนมัติบนเบราว์เซอร์ด้วยภาษาธรรมชาติ มีความแม่นยำ 90% สำหรับ UI workflow
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ชิปและ AI Training AWS ได้เปิดตัว Trainium3 UltraServers ที่เร็วขึ้น 4.4 เท่า ราคาลดลงครึ่งหนึ่ง และอีกหนึ่งไฮไลท์คือ AWS AI Factories โครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทางที่นำ NVIDIA GPUs, Trainium, เครือข่าย AWS และบริการอย่าง Bedrock และ SageMaker มารวมในศูนย์ข้อมูลขององค์กร รองรับข้อกำหนดด้านกำกับดูแลข้อมูล
4 ยุทธศาสตร์หลัก AWS ไทย ปี 2026
สำหรับยุทธศาสตร์หลักของปี 2026 วัตสันกล่าวว่า ได้วางทิศทางธุรกิจไว้ 4 ด้านสำคัญเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ได้แก่
- เร่งผลักดัน AWS Thailand Region สนับสนุนองค์กรไทยย้ายเวิร์กโหลดขึ้นคลาวด์ในประเทศ ขับเคลื่อนให้เกิดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานระดับ Major Project ในไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีความพร้อมด้าน AI
- ยกระดับ Agentic AI เป็นแพลตฟอร์มหลักขององค์กร โดย AWS มองว่า “Agentic AI” จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เปลี่ยนการทำงานของทุกองค์กร ภายในปี 2026 รูปแบบของ AI จะถูกยกระดับจากการเป็นเพียงผู้ช่วยไปสู่ AI Agents ที่คิด วางแผน และลงมือทำ แทนมนุษย์ได้แบบอัตโนมัติ สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนให้กับองค์กรได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
- เจาะลึก 3 อุตสาหกรรมหลัก (Industry Horizon) AWS จะเข้าไปตอบโจทย์ธุรกิจแบบเฉพาะทางมากขึ้น ไม่ใช่แค่นำเสนอคลาวด์แบบกว้างๆ โดยจะเน้นที่ภาคการเงินการธนาคาร (FSI), ภาคการค้าปลีก (Retail) และภาคการผลิต (Manufacturing) พร้อมสร้างความร่วมมือเชิงระบบแบบ 360 องศา ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม
- ขยายขีดความสามารถ AI ผ่านพาร์ทเนอร์ พัฒนาพันธมิตรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI ในระดับที่ลึกขึ้น ทั้งด้าน Data, แพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชัน เพื่อให้พาร์ทเนอร์เติบโตและเป็นที่ปรึกษาให้ลูกค้าได้จริง รองรับความต้องการ Agentic AI และ GenAI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
นอกจากการลงทุนทางเทคโนโลยี วัตสันกล่าวเสริมอีกว่า AWS ประเทศไทย ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับแรงงานไทยเพื่อเติมเต็มตลาดแรงงานที่ยังคงขาดแคลนทักษะด้านดิจิทัล โดยพบว่าประมาณ 70% ขององค์กรกำลังประสบปัญหาไม่สามารถหาบุคลากรมาเติมเต็มในตำแหน่งที่เปิดรับด้าน AI ได้ ซึ่ง AWS ต้องเร่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อแก้ปัญหา โดยนับตั้งแต่ปี 2017 AWS ได้อบรมทักษะคลาวด์ขั้นสูงให้กับคนไทยไปแล้วมากกว่า 100,000 คน ผ่านโครงการระดับชาติ เช่น Tech for Digital Future และ Skills to Job เพื่อสร้างกำลังคนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
โดยสรุปแล้ว ปี 2026 นี้จะเป็นปีที่ AWS ไทยไม่ได้มองแค่ “คลาวด์” แต่ขยับสู่การเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI Agents แบบครบวงจร ตั้งแต่โมเดล ชิป เฟรมเวิร์ก ไปจนถึง Data Center เฉพาะทาง ซึ่งธุรกิจไทยจะสามารถเข้าถึงเครื่องมือใหม่และได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น



