ยศชนัน เดินหน้าห้องปลอดฝุ่นสู้ PM2.5 เชียงใหม่ เตรียมขยาย 83 แห่งใน 8 จังหวัดภาคเหนือ
ยศชนัน ขยายห้องปลอดฝุ่น 83 แห่งสู้ PM2.5 ภาคเหนือ

ยศชนัน เดินหน้าห้องปลอดฝุ่นสู้วิกฤต PM2.5 เชียงใหม่ เตรียมขยายผล 83 แห่งใน 8 จังหวัดภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ของพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เปิดตัวและเดินเครื่องติดตั้งห้องปลอดฝุ่นครบวงจร นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือสู้วิกฤต PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม

ตรวจวัดคุณภาพอากาศพบค่าฝุ่นพุ่งสูงถึงระดับวิกฤต

นายยศชนันได้หยิบเครื่องวัดฝุ่นพกพาขึ้นมาตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคารด้วยตนเอง พบค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 150-180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง เขากล่าวว่า "สถานการณ์นี้รอไม่ได้ ต้องลงมือแก้ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที" รัฐบาลจึงเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนาน

แนวทางแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาว

ในระยะสั้น รัฐบาลนำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาในราคาประหยัด โดยห้องปลอดฝุ่นครบวงจร ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มี 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ระบบความดันบวก
  • เครื่องฟอกอากาศ DIY
  • เซนเซอร์ IoT วัดฝุ่น

ระบบเหล่านี้จะทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และเก็บกวาดฝุ่นภายในห้อง ติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ส่วนระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำ deep tech มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ ตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ

แผนขยายผลและบูรณาการความร่วมมือ

เฟสแรกจะขยายผลห้องปลอดฝุ่นครบวงจรไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย พร้อมเป้าหมายระยะถัดไปขยายสู่ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ

จากนั้น นายยศชนันและคณะได้เดินทางไปยังสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อำเภอแม่ริม เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่างการประชุม เขากล่าวว่า ประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่มีศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นได้เองมานานแล้ว หรือที่เรียกว่า "Made in Chiang Mai" ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

เน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าถึงชุมชน

นายยศชนันเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่ เช่น ห้องความดันบวก และมุ้งกันฝุ่นที่เป็นนวัตกรรม DIY ราคาถูก เพื่อให้คนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย และสามารถดึงสถานศึกษาในเครืออาชีวะ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรือราชภัฏ เข้ามาเป็นแกนกลางในการช่วยดำเนินการให้ชุมชนได้ทันที

พม. เร่งคุ้มครองกลุ่มเปราะบางผ่านนวัตกรรม

ด้านนายนิกรกล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวง พม. ที่ต้องเร่งคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผ่านการขยายผลห้องปลอดฝุ่นในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่มีความต้องการเร่งด่วน (Quick Win) รวม 83 แห่ง ซึ่ง พม. จะบูรณาการร่วมกับกระทรวง อว. เพื่อนำนวัตกรรมมาสร้างพื้นที่ปลอดภัย

พร้อมจัดทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ลงพื้นที่ห่างไกล และมีแผนขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางกว่า 2.3 ล้านคนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน