เสียวหมี่ (Xiaomi) สร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในวงการยานยนต์ เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ Xiaomi YU7 GT ที่ติดตั้ง Track Package สามารถวิ่งครบระยะทาง 20.8 กิโลเมตรของสนาม Nürburgring Nordschleife ได้สำเร็จโดยไม่มีผู้ขับขี่ พร้อมทำเวลาต่อรอบที่ 10:29.483 นาที นับเป็นรถยนต์ไร้คนขับคันแรกของโลกที่ทำสถิติดังกล่าว
การทดสอบที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน
การทดสอบดังกล่าวดำเนินการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 และได้รับการรับรองตามมาตรฐานการจับเวลาอย่างเป็นทางการของ Nürburgring หลังจากความสำเร็จครั้งนี้ Nürburgring ได้เพิ่มประเภทการแข่งขันอย่างเป็นทางการใหม่ในชื่อ AUTONOMOUS DRIVING ภายใต้หมวด ELECTRIC VEHICLES
ระหว่างการทดสอบ Xiaomi YU7 GT สามารถขับขี่ด้วยระบบอัตโนมัติผ่านทุกความท้าทายของสนามได้อย่างสมบูรณ์ ครอบคลุมโค้งทั้ง 73 โค้งของสนาม Nordschleife รวมถึงความต่างระดับของเส้นทางราว 300 เมตร และสภาพพื้นผิวถนนที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ความท้าทายของ Nürburgring Nordschleife
Nürburgring Nordschleife ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในสนามทดสอบสมรรถนะยานยนต์ที่ท้าทายที่สุดในโลก ด้วยการผสมผสานระหว่างทางตรงความเร็วสูง ชุดโค้งเทคนิคต่อเนื่อง ระดับการยึดเกาะถนนที่เปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทาง และข้อผิดพลาดที่แทบไม่มีพื้นที่ให้แก้ตัว สนามแห่งนี้จึงได้รับการยกย่องให้เป็นมาตรฐานอ้างอิงสำคัญสำหรับการพัฒนา วิศวกรรม และการพิสูจน์สมรรถนะของยานยนต์มาอย่างยาวนาน
ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพิสูจน์ถึงศักยภาพอันรอบด้านของระบบขับขี่อัตโนมัติของเสียวหมี่ ภายใต้สภาวะการขับขี่ที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพใหม่ที่เกิดขึ้นจากการผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับระบบควบคุมยานยนต์ขั้นสูงได้อย่างลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของเสียวหมี่
นับตั้งแต่การเปิดตัว Xiaomi HAD ในปี 2567 เสียวหมี่ได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมีนาคม 2569 บริษัทได้เปิดตัวแพลตฟอร์มยานยนต์รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยสถาปัตยกรรม Xiaomi XLA อันล้ำสมัยและโมเดลพื้นฐาน MiMo-Embodied
ด้วยความสามารถด้านการรับรู้ การทำความเข้าใจ และการให้เหตุผลที่ได้รับการยกระดับ ระบบดังกล่าวจึงสามารถตีความสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน รวมไปถึงผู้ใช้ถนนที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัว และสถานะของตัวรถได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติพัฒนาจากการเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมการขับขี่ ไปสู่การทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมเชิงลึกและการตัดสินใจได้ด้วยตนเอง
ระบบขับขี่อัตโนมัติบนสถาปัตยกรรม End-to-End
ระบบขับขี่อัตโนมัติของเสียวหมี่ถูกพัฒนาบนสถาปัตยกรรมแบบ End-to-End ควบคู่ไปกับ Vehicle Dynamics Model ที่ช่วยให้ระบบสามารถรับรู้สถานะของตัวรถและสภาพถนนได้แบบเรียลไทม์ พร้อมตัดสินใจควบคุมการขับขี่ผ่านการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้สภาวะการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูงและมีภาระการทำงานของระบบสูง ระบบสามารถประสานการทำงานของพวงมาลัย ระบบเบรก และการส่งกำลังได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ เพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวรถและมอบสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นคง
ผ่านโครงการทดสอบการขับขี่อัตโนมัติบนสนาม Nürburgring ครั้งนี้ เสียวหมี่ยังคงเดินหน้าเก็บรวบรวมข้อมูลและผลการทำงานของระบบภายใต้สภาวะการใช้งานที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่ได้รับจะช่วยสนับสนุนการปรับปรุง Vehicle Dynamics Model การเพิ่มประสิทธิภาพของกลยุทธ์การควบคุมการขับขี่ รวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Safety Redundancy Mechanisms เพื่อยกระดับความปลอดภัย ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือของระบบขับขี่อัตโนมัติในอนาคต
เป้าหมายสู่การเดินทางที่ปลอดภัยและชาญฉลาด
ท่ามกลางการบรรจบกันของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรมยานยนต์ที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เสียวหมี่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติผ่านกระบวนการทดสอบและการตรวจสอบทางวิศวกรรมอย่างเข้มงวด รวมถึงการทดสอบในสภาพการใช้งานจริง ด้วยเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความชาญฉลาด และประสิทธิภาพของการเดินทาง เสียวหมี่พร้อมส่งมอบประสบการณ์การสัญจรที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น ฉลาดยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้งานทั่วโลก



