Lexus LM ครองตำแหน่งพระเอกตัวจริง ปลุกกระแส Quiet Luxury ในตลาดรถหรูไทย
จากข้อมูลการแถลงข่าวของ Lexus Thailand โดย ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า ในปี 2568 ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมในประเทศไทยมียอดขายสะสมรวม 26,828 คัน ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ Lexus มียอดขายอยู่ที่ 942 คัน มีส่วนแบ่งทางการตลาด 3.5% อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกพบว่า Lexus LM มียอดขายสะสมสูงถึง 503 คัน ซึ่งมากกว่า 50% ของยอดขายรถเลกซัสทั้งหมดในปีนั้น รองลงมาคือ Lexus RX และ Lexus NX ที่มียอดขาย 340 คัน
กลยุทธ์ Quiet Luxury: เรียบแต่โก้ รวยไม่ตะโกน
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจไม่ใช่เพียงสมรรถนะหรือการออกแบบ แต่คือการทำตลาดของ Lexus LM มินิแวนระดับไฮเอนด์ที่เน้นแนวคิด Quiet Luxury หรือความหรูหราแบบไม่โอ้อวด โดยสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างมีเอกลักษณ์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเมื่อ เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลด้วย All NEW Lexus LM 350h ในวันที่ 5 กันยายน 2566 เพียง 4 วันหลังเปิดตัว ส่งผลให้รถรุ่นนี้ถูกค้นหาอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์
ศุภกรอธิบายเพิ่มเติมว่า ลูกค้าเลกซัสกลายเป็น ICONIC Real Users ที่ใช้รถในชีวิตประจำวัน สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้แบรนด์ โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีลูกค้าเข้าศูนย์บริการกว่า 10,000 คน และกว่า 70% ซื้อรถซ้ำ แสดงถึงความภักดีสูง นอกจากนี้ ประมาณ 55% ของลูกค้าซื้อรถด้วยเงินสด
กลุ่มลูกค้าใหม่: หลากหลายและอายุน้อยลง
ณัทธรชี้ให้เห็นว่า ลูกค้า Lexus ในปัจจุบันเป็นกลุ่ม Quiet Luxury ที่มีเงินแต่ไม่ชอบโชว์ออฟ มีความหลากหลายมากขึ้น และมักแนะนำกันเองภายในกลุ่ม ฐานลูกค้ามีอายุน้อยลง เป็นผู้ประสบความสำเร็จเร็วและมีความชอบเฉพาะตัว แนวทางการตลาดนี้สอดคล้องกับนิยามของ Quiet Luxury ที่เน้น:
- ความหรูหราในรูปแบบที่ไม่โอ้อวด
- ซ่อนความหรูหราไว้ในความเรียบง่าย
- เรียบง่ายแต่ดูดี
ทิศทางการตลาดปี 2569: มุ่งเน้น 3 องค์ประกอบหลัก
Lexus Thailand กำหนดกลยุทธ์ภายใต้ Discover Lexus ผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่:
- Electrification (การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า): เน้นรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และไฮบริด (HEV)
- Experience (ประสบการณ์): ดูแลลูกค้าด้วยปรัชญา Omotenashi สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง
- Equity (คุณค่าแบรนด์): จัดกิจกรรมเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ เช่น กอล์ฟ หรืออาหาร เพื่อสร้างความสัมพันธ์
ปัจจุบัน Lexus มีโชว์รูมในกรุงเทพฯ 3 แห่ง ได้แก่ พระราม 9 รามอินทรา และสุขุมวิท (กำลังย้ายไปวิภาวดี) พร้อม Lexus Service Corner 15 แห่งในศูนย์บริการโตโยต้าทั่วประเทศ รองรับลูกค้าต่างจังหวัดที่มีสัดส่วน 15% ของยอดขาย รวมถึงบริการ Home Visit Mobility Service ที่ให้ช่างตรวจเช็คถึงบ้าน
ผลกระทบจากภาษีและแผนการผลิตในอนาคต
ศุภกรกล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ส่งผลให้อัตราภาษีรถบางกลุ่มเพิ่ม 5-10% บริษัทจึงแบกรับต้นทุนส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้ราคาขายปรับขึ้นเต็มจำนวน โดยเฉพาะในกลุ่ม PHEV ที่มีสัดส่วนภาษีสูงเกือบครึ่งหนึ่งของราคาขาย
ผลจากภาษีทำให้ Lexus ปรับแผนผลิตภัณฑ์ โดยนำสเปกและอุปกรณ์บางส่วนของ PHEV ไปใส่ในรุ่น HEV เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า และจะเน้นการตลาดรถ BEV มากขึ้น ปัจจุบันรถเลกซัสส่วนใหญ่นำเข้าจากญี่ปุ่น ตลาดหลักคือญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ในอาเซียน ตลาดใหญ่คือมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยไทยอยู่อันดับ 5-6 ของภูมิภาค
บริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการประกอบรถในอาเซียน เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลง AFTA และตั้งราคาแข่งขันได้มากขึ้น แต่การตัดสินใจยังต้องพิจารณาปริมาณการผลิตและรุ่นที่เหมาะสม คาดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า



