Ford Ranger Super Duty: วิศวกรรมยานยนต์เพื่อภารกิจหนัก สมบุกสมบันทุกเส้นทาง
Ford Ranger Super Duty: ยานยนต์ภารกิจหนัก สมบุกสมบัน

Ford Ranger Super Duty: วิศวกรรมยานยนต์เพื่อภารกิจหนัก สมบุกสมบันทุกเส้นทาง

ถ้ารถคันหนึ่งต้องสามารถบรรทุกสัมภาระหนักได้อย่างม้าบรรทุก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไต่ภูเขาได้คล่องแคล่วราวกับแพะภูเขา คุณจะออกแบบมันอย่างไร นี่คือโจทย์ที่ท้าทายและเป็นจริงซึ่งทีมวิศวกรของ Ford ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนา Ford Ranger Super Duty โจทย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความคิดในห้องประชุม แต่เริ่มต้นจากบทสนทนาจริงของผู้ใช้งานในพื้นที่ทำงาน ทั้งบนเส้นทางป่าทุรกันดารและไซต์เหมืองที่ห่างไกล

เสียงสะท้อนจากผู้ใช้สู่การพัฒนาที่ไม่ต้องยอมแลก

เจเรมี เวลช์ ผู้จัดการโครงการพิเศษฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์สำหรับงานหนักของ Ford ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งคลุกคลีกับโปรเจ็กต์นี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เล่าย้อนถึงเสียงสะท้อนจากผู้ใช้ว่า หลายคนติดอยู่กับคำว่า 'ต้องยอมแลกบางสิ่ง' อยู่เสมอ รถที่สามารถบรรทุกน้ำหนักได้มากมักมีขนาดใหญ่และเทอะทะเกินกว่าจะลุยเข้าเส้นทางแคบๆ ได้ ในขณะที่รถที่สามารถไปได้ไกลกลับบรรทุกน้ำหนักไม่เพียงพอสำหรับงานจริง

เป้าหมายที่ชัดเจนคือการพัฒนารถยนต์ที่สามารถบรรทุกงานหนักได้ และมีสมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมบุกตะลุยทุกเส้นทางสมบุกสมบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดรูว์ โอแชนแนสซีย์ วิศวกรโครงการ Ford Ranger Super Duty กล่าวว่า "เรากำหนดเป้าหมายในการพัฒนาการออกแบบวิศวกรรมรถกระบะคันนี้ให้สามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้มากถึง 1,982 กิโลกรัม แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าสมรรถนะที่แข็งแกร่งนั้นไม่สามารถพาคุณไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ เราจึงต้องสร้างรถกระบะที่แกร่งพอที่จะแบกรับน้ำหนักและเข้าถึงทุกพื้นที่ เพื่อส่งมอบภารกิจหนักให้สำเร็จลุล่วงในทุกที่ที่ต้องการ"

การอัพเกรดวิศวกรรมเพื่อความแกร่งและความทนทาน

เมื่อเทียบกับ Ford Ranger รุ่นทั่วไป Ford Ranger Super Duty ได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนไปใช้โครงสร้างแชสซีที่หนาและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม พร้อมเพลาขับที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง และใช้เฟืองท้ายที่ทนทานที่สุดเท่าที่เคยมีในตระกูล Ranger รวมถึงชุดถ่ายกำลังเกียร์ที่ทนทานยิ่งขึ้นเพื่อการขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ถอดแบบดุมล้อแบบ 8 น็อต มาจากรถในตระกูล F Series Super Duty

เพื่อการกระจายและรับน้ำหนักบรรทุกที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ความกว้างฐานล้อของ Ford Ranger Super Duty ถูกขยายออก 90 มิลลิเมตร เทียบเท่ากับ Ford Ranger Raptor มาพร้อมยาง All-Terrain ขนาด 33 นิ้ว ซึ่งช่วยเพิ่มระยะต่ำสุดจากพื้นเป็น 299 มิลลิเมตร ระบบกันสะเทือนที่มีช่วงยุบตัวยาวทั้งด้านหน้าและด้านหลังถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ออฟโรดที่สมบุกสมบันมากขึ้น และเพื่อความมั่นใจในทุกสถานการณ์ ทีมวิศวกรยังได้ติดตั้งระบบล็อกเฟืองท้ายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมเสริมการป้องกันใต้ท้องรถด้วยแผ่นกันกระแทกเหล็กหนาถึง 4 มิลลิเมตร

บทพิสูจน์ความแกร่งผ่านการทดสอบสุดทรหด

บทพิสูจน์ที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ชิ้นส่วนต่างๆ แต่คือโปรแกรมการทดสอบสุดทรหดที่ Ford Ranger Super Duty ต้องผ่าน Ford Ranger Super Duty ได้ผ่านการทดสอบออฟโรดที่ 'นานและโหดกว่าที่เคยมีมา' ตั้งแต่การวิ่งลุยโคลนด้วยความเร็วสูงซ้ำๆ จนมีโคลนพอกติดรถรวมกว่า 600 กิโลกรัม ไปจนถึงสถานการณ์ที่จงใจใช้งานอย่างหนักหน่วง เพื่อทดสอบให้ฟีเจอร์ระบบช่วยเลี้ยวออฟโรดทำงานถึงขีดสุด รวมถึงการเพิ่มระยะทางบนเส้นทางลูกระนาดขณะบรรทุกหนัก และการทดสอบอื่นๆ อีกมากมาย

ทั้งหมดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ความแกร่งและความทนทานสูงสุด สำหรับการใช้งานในชีวิตจริงที่มักจะต้องเผชิญหน้ากับเส้นทางออฟโรดตลอดอายุการใช้งาน นอกเหนือจากสนามทดสอบของ Ford ทีมวิศวกรได้เสาะหาเส้นทางระดับนักผจญภัยทั่วออสเตรเลีย เพื่อเฟ้นหาบททดสอบสุดโหด หนึ่งในนั้นคือเส้นทางที่ได้รับการขนานนามว่า 'Rocky Track' ซึ่งเป็นเส้นทางสุดทรหดที่แคบจนแทบจะพอดีกับตัวรถ และเต็มไปด้วยหินขรุขระสูงชันและแหลมคม

ร็อบ ฮูโก้ ผู้ควบคุมดูแลวิศวกรรมยานยนต์ กล่าวว่า "Rocky Track ไม่ใช่เส้นทางที่รถขับเคลื่อนสี่ล้อทั่วไปจะสามารถลุยเข้าไปได้ แต่ Ford Ranger Super Duty ไม่ใช่รถรุ่นมาตรฐานทั่วไป และเราไม่ได้เพียงแค่ขับรถคันนี้ขึ้นไปบน Rocky Track เท่านั้น แต่เราไปพิชิตเส้นทางนี้พร้อมกับการบรรทุกน้ำหนักรวมกว่า 1,000 กิโลกรัมไว้ที่กระบะท้าย เรารับรู้และเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเจ้าของรถจะนำรถไปลุยในเส้นทางที่สมบุกสมบันเช่นนี้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องลงไปขับทดสอบด้วยตัวเอง"

การทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงเพื่อความมั่นใจ

ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิศวกรยังได้นำ Ford Ranger Super Duty ไปพิสูจน์สมรรถนะในทะเลทรายสุดโหดที่ห่างไกลในออสเตรเลีย รวมถึงไปปักหลักอยู่ในฟาร์มปศุสัตว์ในเขตทุรกันดารของควีนส์แลนด์ และร่วมทำงานกับทีมทำรั้วแถบพื้นที่ชนบท ตั้งแต่งานลากจูง งานบรรทุกสัมภาระหนัก ไปจนถึงการรับมือกับแรงกระแทกอย่างรุนแรงและต่อเนื่องจากถนนลูกระนาด เป็นการเดินทางหลายพันกิโลเมตร และฝ่าฟันกับเส้นทางลูกระนาดนับหมื่นครั้ง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่การทำตามเช็กลิสต์การทดสอบให้ครบ แต่คือบทพิสูจน์อีกขั้นของความแกร่ง และเป็นการยืนยันว่าทีมงานได้พัฒนารถกระบะสำหรับภารกิจหนักและเส้นทางสมบุกสมบัน เพื่อให้ลูกค้ามีพาหนะที่พร้อมใช้งานในสถานการณ์จริง และสามารถดำเนินภารกิจได้ตามที่ตั้งใจไว้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย