ตำนาน Ferrari F40: อสูรร้ายซูเปอร์คาร์ยุค 90 ที่สร้างจากความฝันสุดท้ายของ Enzo Ferrari
Ferrari F40: อสูรร้ายซูเปอร์คาร์ตำนานยุค 90

Ferrari F40: อสูรร้ายซูเปอร์คาร์ตำนานที่เกิดจากความปรารถนาสุดท้ายของ Enzo Ferrari

Jeremy Clarkson เคยกล่าวไว้ว่า “F40 ไม่มีมือจับเปิดประตูด้านใน ไม่มีเครื่องเสียง ไม่มีพรมปูพื้น ภายในของรถดูเหมือนถูกยึดติดกันไว้ด้วยซิลิโคนอุดรูในห้องน้ำ สีรถก็บางเสียจนคุณสามารถเห็นลายคาร์บอนไฟเบอร์ข้างใต้ผิวสีได้” แต่ทั้งหมดนี้กลับทำให้ F40 กลายเป็นซูเปอร์คาร์ที่เบามาก ประมาณ Lotus Elise บวกผู้โดยสารอีกคน และสามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.2 วินาที ซึ่งไม่มีรถคันไหนในรายการ Top Gear คืนนั้นที่เร็วกว่า นี่คือการสรุปความเป็นอสูรร้ายของ F40 ไว้อย่างชัดเจน ซูเปอร์คาร์แบบฉบับอิตาเลียนคันนี้แม้จะเกินเอื้อมสำหรับคนส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นตำนานแห่งการออกแบบและวิศวกรรมที่น่าจดจำ

การฉลองครบรอบ 40 ปีของ Ferrari ที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม

นานมาแล้วก่อนที่เบรก ABS กับถุงลมนิรภัยจะเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โลกของรถยนต์แข่งขันกันด้วยการออกแบบและอารมณ์ร่วมที่ได้จากการขับขี่ ในยุค 1980s รถบ้านที่คนไทยทั่วไปซื้อหากันได้อย่าง Nissan Sunny รุ่นธรรมดามีกำลังเพียง 73 แรงม้า ส่วนรุ่น 1.5 ลิตร Coupe ที่แรงหน่อยก็มี 85 แรงม้า ในขณะที่ Mercedes-Benz ตัวแรงสุดคือ 300E ที่ 188 แรงม้า ดังนั้นลองนึกภาพดูว่าในปี 1987 เมื่อ F40 เปิดตัวด้วยกำลังสูงถึง 478 แรงม้า มันย่อมเป็นที่สนใจของคนทั้งโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับคนที่โตมาในยุค 90s หากคุณซื้อ Ferrari ไหว คุณก็ซื้อ แต่ถ้าซื้อไม่ได้ คุณอาจเอาโปสเตอร์รูป F40 หันข้างมาแปะห้องนอน แล้วซื้อน้ำหอมของ Ferrari มาพ่นตัวเอาความขลัง เพียงเพื่อจะรู้สึกใกล้ชิดกับตำนานนี้ เจ้าของ Ferrari ส่วนมากไม่ได้พ่นน้ำหอมหรือใส่นาฬิกา Ferrari เพราะสินค้าเหล่านั้นมีไว้สำหรับคนที่ซื้อ Ferrari ไม่ได้ เช่นเดียวกับคนทั่วไปที่หลงใหลในความเร็วและความงามของมัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กำเนิดของ F40: จากรถแข่งที่อกหักสู่โครงการเร่งด่วนเพื่อสนองความฝันสุดท้าย

F40 เกิดขึ้นจากฝีมือของทีมงานกลุ่มเล็กๆ ที่อกหักจากการปั้นรถ 288 GTO Evoluzione เพื่อเข้าแข่งแรลลี่ Group B แต่เมื่อมีการประกาศแบน Group B ในปี 1986 รถ Evoluzione เหล่านั้นก็กลายเป็นรถ Ronin ที่มีฝีมือแต่ไม่มีที่แสดง Nicola Materazzi หัวหน้าวิศวกรเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง จึงหันไปเสนอโครงการ F40 โดยใช้พื้นฐานของรถเหล่านั้น ซึ่ง Enzo Ferrari ให้การเห็นชอบด้วย

Ermanno Bonfiglioli หัวหน้าโครงการพิเศษของ Ferrari บอกว่าพวกเขาใช้เวลาในการพัฒนารถรุ่นนี้เพียง 11 เดือนเท่านั้น ทั้งในส่วนของตัวรถและเครื่องยนต์ ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการทดสอบเสร็จพร้อมขาย ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมากแม้ในมาตรฐานปัจจุบัน เพราะ Enzo Ferrari รู้ตัวว่าเวลาของเขาบนโลกเหลือไม่มากแล้ว F40 จึงถูกออกแบบให้เป็น Ferrari ที่แรง เร็ว และโหดที่สุด เพื่อฉลองวาระครบรอบ 40 ปีของแบรนด์

การออกแบบและวิศวกรรมที่เน้นสมรรถนะล้วนๆ

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ F40 นั้นชัดเจนว่าเป็นลูกค้าเอกสิทธิ์ของ Ferrari ที่สนใจในสมรรถนะแบบเพียวๆ ดังนั้นรถจึงต้องมีองค์ประกอบด้านความแรง ความเบา และการตอบสนองที่ว่องไว เพื่อลดน้ำหนัก โครงสร้างตัวรถถูกสร้างในแบบรถแข่งแท้ๆ เป็นท่อนโลหะเชื่อมต่อกันเป็นโครงสเปซเฟรม แล้วปิดทับด้วยแผงตัวถังรอบนอกที่ทำจากเคฟลาร์ ส่วนฝากระโปรงหน้า ท้าย และประตูทำจากคาร์บอนไฟเบอร์

สไตล์ตัวถังภายนอกถูกถ่ายทอดมาจากเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตสมัยนั้น เมื่อเทียบกับ 288 GTO จะเห็นว่าเส้นสายรอบคันรถดูเรียบร้อยขึ้น ด้านหน้าเปลี่ยนเป็นทรงลิ่มสามเหลี่ยมที่ช่องลมทุกช่องมีจุดประสงค์ชัดเจน แต่ที่เด่นสุดคือหางหลังขนาดใหญ่ที่เป็น Iconic design ของรถรุ่นนี้ ผลงานการออกแบบของ Aldo Brovarone จาก Pininfarina ร่วมกับ Pietro Camardella จาก Ferrari ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้รถญี่ปุ่นหลายรุ่นในยุค 90s

เครื่องยนต์และสมรรถนะที่ทำให้โลกตะลึง

เครื่องยนต์ของ Ferrari F40 คือเครื่อง Type F120A และ F120D ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่อง V8 90 องศามัลติวาล์วของ 288 GTO Evoluzione ความจุ 2.9 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ สร้างพลังได้ 478 แรงม้า ที่ 7,000 รอบต่อนาที แรงบิด 577 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

พลังทั้งหมดนี้ถูกนำไปขับเคลื่อนตัวรถที่เบาเพียง 1.1 ตัน ซึ่งเบากว่า Mazda 3 สมัยใหม่ราว 150 กิโลกรัม การลดน้ำหนักเครื่องยนต์เป็นสิ่งสำคัญ Ferrari จึงใช้วัสดุ Magnesium แทนอะลูมิเนียมหลายส่วน ซึ่งในสมัยนั้น Magnesium แพงกว่าอะลูมิเนียมเกรดมอเตอร์สปอร์ตถึง 5 เท่า F40 ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 324 กม./ชม.

ความท้าทายในการขับขี่และมรดกที่ทิ้งไว้

F40 ไม่ใช่รถที่ใครขึ้นขับก็เร็วได้ มันเป็นเครื่องวัดฝีมือผู้ขับว่าเจ๋งจริงหรือมีแค่เงิน Dario Benuzzi นักขับทดสอบของ Ferrari บอกว่า F40 น่ากลัวเกินไป และอาจเป็นปิศาจที่ลูกค้าคุมไม่อยู่หากออกไปบนถนน 478 แรงม้าที่ขายไปคือเวอร์ชั่นที่ทีมมองว่าปลอดภัยพอแล้ว แต่ในภายหลัง Ferrari ทำ F40 Competizione เวอร์ชั่นพิเศษที่มีกำลังถึง 700 แรงม้า เพื่อสนองมหาเศรษฐีที่อยากลงแข่ง Le Mans

F40 ถูกผลิตระหว่างปี 1987 ถึง 1992 รวมทั้งสิ้น 1,311 คัน ซึ่งถือว่าไม่น้อยเมื่อเทียบกับรุ่นพิเศษอื่นๆ แต่ด้วยเวลาที่ผ่านมานาน จำนวนรถสภาพดีที่เหลืออยู่ก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะเจ้าของหลายคนนำไปแข่งหรือปรับแต่งเพิ่มพลัง ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เนื่องจากรถไม่มีระบบช่วยเหลืออิเล็กทรอนิกส์ใดๆ

หลังจาก F40 หยุดผลิต Ferrari ก็ไม่สร้างรถเครื่องเทอร์โบออกมาอีกเลยเป็นเวลา 22 ปี จนกระทั่งปี 2014 รถรุ่น California T กลายเป็นรถเทอร์โบรุ่นแรกอีกครั้ง ทุกวันนี้รถเทอร์โบไลน์ปกติของ Ferrari แรงและเร็วจนเอาชนะ F40 ได้สบาย แต่หากใครสามารถขับ F40 ให้เร็วเท่ารถรุ่นใหม่ได้ นั่นแสดงถึงฝีมือระดับมือพระกาฬอย่างแท้จริง

หากคุณจะซื้อ F40 ในวันนี้ คุณต้องมีโอกาส วาสนา และเงินประมาณสองล้านยูโร ไม่ใช่สองล้านบาท นี่คือตำนานซูเปอร์คาร์ที่เกิดจากความปรารถนาสุดท้ายของ Enzo Ferrari เพื่อทิ้งมรดกแสบๆ ให้วงการรถยนต์ก่อนจากไปอย่างสงบ