ประเด็นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ชะลอตัวทั่วโลก ส่งผลกระทบมาถึงตลาดเมืองไทย ถามว่าทำไมอยู่ๆ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เคยฮิตระเบิดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถึงเกิดอาการชะลอตัวชะงักงันไปทั่วมุมโลก รวมถึงในไทยตอนนี้ หากมองโครงสร้างและวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา จะเห็นว่าเกิดจาก 4 ปัจจัยหลักที่บีบให้ผู้บริโภคเกิดอาการชะงักงันในการเลือกซื้อรถยนต์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า
1. กลุ่มลูกค้าอิ่มตัว ถึงจุดอิ่มตัวของ Early Adopters
กลุ่มลูกค้าที่อยากเปลี่ยนจากน้ำมันไปเป็นไฟฟ้าล้วน ตอนนี้เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ช่วงที่ EV มียอดขายเติบโตต่อเนื่อง คือช่วงที่กลุ่มคนรวย คนเมือง หรือคนที่ชอบลองเทคโนโลยีใหม่ๆ (Early Adopters) แห่กันซื้อไปหมดแล้ว คนกลุ่มนี้มีเงินพร้อม มีบ้านที่มีที่จอดรถส่วนตัว ติด Wallbox ชาร์จไฟสบายๆ
ตลาดรถยนต์ในไทย โดยเฉพาะรถใหม่กำลังบีบให้ EV ต้องเดินหน้าขายกลุ่มคนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่อาจรับมือกับราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งคนกลุ่มนี้ก่อนจะซื้อรถมักจะคิดเยอะ เพราะเงินในกระเป๋าไม่ได้เยอะแบบที่คิด การจะเป็นหนี้หลายแสนบาทท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังลุกลามไปทั่วอาจทำให้เกิดปัญหาเรื่องเงินขาดมือได้ หลายคนอยู่คอนโด อยู่ตึกแถว ไม่มีที่ชาร์จรถส่วนตัว และมองรถยนต์เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เป็นเครื่องมือในการเดินทางระยะไกล เมื่อต้องเจอกับเงื่อนไขการใช้งานที่ค่อนข้างซับซ้อนของ EV ต้องเปลี่ยนแนวทางการใช้รถใหม่หมด ทั้งวางแผนเดินทาง, รอคิวชาร์จ, ลุ้นไม่ให้ตู้ชาร์จที่กำลังจะไปถึงไม่พัง คนกลุ่มนี้ถอยกลับไปตั้งหลักที่รถไฮบริดแทน
2. นโยบายรัฐบาลทั่วโลกกลับลำหักดิบตัดเงินอุดหนุน
ตลาดรถยนต์ EV ต่างประเทศก็ป่วนไม่แพ้ไทย ยอดขาย EV ทั่วโลกที่วูบหนักตอนนี้ ปัจจัยหลักมาจากเรื่องการเมืองและนโยบาย ในสหรัฐฯ การปรับนโยบายภาษีและยกเลิกเครดิตภาษี (Tax Credit) ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้แรงจูงใจหายวับ ทั้งๆที่บางแบรนด์อย่าง Honda ลงทุนอย่างหนักกับโรงงานใหม่ในอเมริกา ฝั่งยุโรป เยอรมนี อิตาลี ก็หั่นและยกเลิกเงินอุดหนุนในการซื้อรถ EV ไปเรียบร้อย รวมถึงในจีนเองก็เริ่มปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด ในประเทศไทย พอมาตรการอุดหนุนจากรัฐบาลเปลี่ยนเฟส ค่ายรถจำเป็นต้องขยับราคาหรือทำโปรโมชันเองจนเหนื่อย ทำให้ความหอมหวานของส่วนลดที่เคยจูงใจคนซื้อหายไปพอสมควร
3. สงครามราคา ทำลายจิตวิทยาการซื้อ
ประเด็นสงครามราคามีความรุนแรงมากในไทย เมื่อค่ายรถจีนดาหน้ากันถล่มราคา ดัมพ์ราคากันทีละแสนสองแสนเพื่อระบายสต็อกและแย่งส่วนแบ่งตลาด ผลลัพธ์คือแทนที่คนจะแห่ซื้อเพราะรถถูกลง ผลกลับตรงกันข้าม ผู้บริโภคเกิดอาการกลัว ไม่กล้าซื้อ เพราะรู้สึกว่าซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ค่ายรถอาจจะลดราคาลงไปอีก แถมนึกถึงตอนขายต่อเป็นรถมือสอง ราคาก็ดิ่งสนิท สู้ยอมไปซื้อรถไฮบริดที่ราคาเสถียร สบายใจกว่าเยอะ ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงนี้ไม่แรงเท่าที่ควร
4. ความเข้มงวดของสถาบันการเงิน ดอกเบี้ยสูง บวกรีเจ็กต์เรตของไฟแนนซ์พุ่งทะยาน
สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนไทยและทั่วโลกพุ่งสูงมาก สถาบันการเงินและไฟแนนซ์จึงเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อแบบคุมเข้ม ต่อให้อยากได้ EV แค่ไหน เดินเข้าโชว์รูมไปใบจองปลิว แต่พอเข้าขั้นตอนเช็กเครดิตไฟแนนซ์สั่งไม่อนุมัติ ถึงกับจบเห่กันระนาว โดยเฉพาะรถ EV ระดับแมส 4-5 แสนบาท ที่มีราคาเข้าถึงง่าย ยิ่งโดนไฟแนนซ์สั่งเข้มงวด เพราะกลัวปล่อยไปแล้วจะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ยอดขายเลยชะลอตัวเพราะกู้ไม่ผ่าน
อย่างที่บอกว่า การเลือกซื้อยานพาหนะคันใหม่ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดี สำหรับคนที่มีเงินไม่มาก มันคือเรื่องใหญ่ที่จะต้องเลือกให้ถูก ทั้งถูกใจและถูกเงินในกระเป๋า รถยนต์ไฟฟ้าประหยัดก็จริง แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคนโดยเฉพาะคนที่มีเวลาเป็นเครื่องบีบรัดไม่สามารถรอชาร์จไฟนานๆ ได้ ที่พักอาศัยไม่มีจุดไหนที่จะติดที่ชาร์จไฟได้เลย ส่วนคนที่มีบ้านส่วนตัวซึ่งสามารถติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ ใช้รถวันหนึ่งไม่เกิน 200 กิโลเมตร การเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะยิ่งทำให้ประหยัดเงินได้มากกว่าเดิม แต่อย่าลืมว่า รถยนต์ไฟฟ้า มีแบตเตอรี่ที่พอถึงอายุการใช้งาน 5-8 ปี ก็จะเสื่อมสภาพเก็บไฟได้น้อยลงจนรถที่เคยวิ่ง 400-500 กิโลเมตร พอผ่านไป 5-6 ปี อาจเหลือเพียง 200-300 กิโลเมตร ราคาขายต่อไม่ต้องพูดถึงเพราะแทบไม่เหลืออะไรกลับคืนมา ส่วนการเลือกรถยนต์ไฮบริด ในระยะยาว ก็ต้องมีการซ่อมบำรุงเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่แม้จะมีราคาไม่ถูก (60,000-80,000 บาท) แต่ก็ยังถูกกว่ารถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่แบตฯลูกหนึ่งอาจต้องควักกัน 4-6 แสนบาท



