เจาะลึกน้ำมันเบนซิน E20 91 และ 95 แบบไหนคุ้มค่าเงินและวิ่งไกลสุด
การเลือกเติมน้ำมันในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนให้คุ้มค่าทุกบาทและวิ่งได้ไกลที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการคือ ค่าออกเทน (Octane) และ พลังงานความร้อนในเนื้อน้ำมัน (Energy Density) ระหว่างน้ำมันเบนซิน E20, 91 และ 95 แบบไหนที่ให้ระยะทางมากที่สุดและประหยัดเงินในกระเป๋า
แก๊สโซฮอล์ 95 วิ่งได้ไกลสุดต่อถัง
หากวัดกันที่จำนวนกิโลเมตรต่อถัง แก๊สโซฮอล์ 95 วิ่งได้ไกลสุด เมื่อใช้ความเร็วเท่ากัน เหตุผลก็คือ เชื้อเพลิง 95 โดยเฉพาะยี่ห้ออย่าง Shell มีส่วนผสมของเนื้อน้ำมันเบนซินมากกว่า E20 ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอล 20% ทำให้การเผาไหม้ 1 ครั้งของเชื้อเพลิง 95 ให้พลังงานที่รุนแรงกว่า เครื่องยนต์ใช้ปริมาณน้ำมันน้อยกว่าในการขับเคลื่อนรถให้ไปถึงระยะทางที่เท่ากัน
สำหรับ E20 แม้ค่าออกเทนจะสูง ซึ่งอาจสูงกว่าเบนซิน 95 (ช่วยเรื่องการจุดระเบิดที่แม่นยำ) แต่ตัวเอทานอลให้พลังงานความร้อนน้อยกว่าน้ำมันเบนซิน 95 เพียวๆ ทำให้รถต้องฉีดน้ำมันในปริมาณที่มากกว่า เพื่อให้ได้กำลังเท่าเดิม ส่งผลให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากกว่า อย่างไรก็ตาม E20 มีราคาถูกกว่าทั้ง 91 และ 95
E20 คุ้มค่าเงินมากที่สุด
เมื่อมองดูความคุ้มค่า ก็ต้องเอาระยะทางที่ได้ หารด้วยราคาที่ต้องจ่าย E20 มักจะคุ้มที่สุดในเชิงตัวเงิน แม้จะวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่าต่อถัง (ประมาณ 3-5% เมื่อเทียบกับ 95) แต่ด้วยส่วนต่างราคา ที่มักจะถูกกว่าน้ำมันชนิดอื่นหลายบาท ทำให้ราคาต่อกิโลเมตรของ E20 มักจะต่ำที่สุด
สำหรับแก๊สโซฮอล์ 91 ปัจจุบันราคาใกล้เคียงกับ 95 แต่ให้ประสิทธิภาพการเผาไหม้และปกป้องการชิงจุดระเบิดได้น้อยกว่า หากรถของคุณระบุว่าเติม 95 ได้ การขยับไป 95 หรือลดลงไป E20 มักเป็นทางเลือกที่ชัดเจนกว่า 91
สรุปแบบง่ายๆ สำหรับผู้ใช้รถ
- ถ้าเน้นประหยัดเงินในกระเป๋า เลือก E20 แม้จะหมดไวกว่านิดหน่อย แต่ส่วนต่างราคาน้ำมันช่วยให้คุณจ่ายเงินต่อกิโลเมตรน้อยกว่า
- สำหรับการเน้นวิ่งทางไกล/เครื่องเดินเรียบ เลือกแก๊สโซฮอล์ 95 รถจะมีอัตราเร่งที่ดีกว่าเล็กน้อย และวิ่งได้ระยะทางต่อถังมากกว่า เหมาะมากสำหรับการเดินทางไกลที่ไม่อยากแวะปั๊มบ่อย
ส่วนข้อควรระวังก็คือ ต้องตรวจสอบที่ฝาถังน้ำมันหรือคู่มือรถเสมอว่ารองรับ E20 หรือไม่ หากรถเก่ามากที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ E20 อาจส่งผลต่อท่อยางและปั๊มติ๊กได้
วิเคราะห์ผลลัพธ์เชิงลึก
ทำไม E20 คุ้มค่าเงินที่สุด แม้ E20 จะทำให้รถวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า (ต้องฉีดน้ำมันบ่อยขึ้น) แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 ถึง 5 บาทต่อลิตร ทำให้เมื่อหารออกมาเป็นค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรแล้ว E20 ประหยัดเงินกว่าประมาณ 10-12% ถ้าคุณขับรถเดือนละ 1,000 กิโลเมตร ปีละ 12,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางการใช้งานปกติ การเติม E20 ประหยัดเงินได้ประมาณ 200-250 บาท เมื่อเทียบกับ 95
แก๊สโซฮอล์ 95 วิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดต่อถัง ถ้าคุณเติมน้ำมันเต็มถัง (สมมติถัง 50 ลิตร) เติม 95 จะวิ่งได้ประมาณ 750 กิโลเมตร (ใช้คันเร่งปกติในรถยนต์เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร หรือ 1.8 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ แต่มีระบบไฮบริด) เติม E20 จะวิ่งได้ประมาณ 705 กิโลเมตร จะเห็นว่า 95 ช่วยให้คุณไปได้ไกลกว่าเกือบ 45-50 กม. ต่อการเติมหนึ่งครั้ง เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากแวะปั๊มบ่อยๆ หรือต้องเดินทางในเส้นทางที่หาปั๊มยาก รวมถึงยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์สมรรถนะสูง รถยุโรปที่เน้นเชื้อเพลิงคุณภาพ หรือรถที่เติม E20 ไม่ได้ ก็ควรจะเลือก 91 หรือไม่ก็ 95 เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับระบบจุดระเบิด ท่อทางเดินของเชื้อเพลิง และความเหมาะสมของเชื้อเพลิงที่เข้ากับเครื่องยนต์ซึ่งเน้นประสิทธิภาพมากกว่าความประหยัด
แก๊สโซฮอล์ 91 คือจุดที่ก้ำกึ่ง ปัจจุบันส่วนต่างราคาระหว่าง 91 กับ 95 แคบมาก (ห่างกันเพียง 0.37 บาท) ในขณะที่ 95 ให้การจุดระเบิดที่ดีกว่าในรถส่วนใหญ่ การเติม 95 จึงมักจะให้ความรู้สึกที่คุ้มค่ากว่าในแง่ของสมรรถนะเครื่องยนต์เมื่อเทียบกับ 91
เน้นเหลือเงินในกระเป๋าเยอะสุดเลือก E20 เป็นผู้ชนะในแง่เศรษฐศาสตร์ ถ้าเน้นขับสนุก แรงดีและไปได้ไกลสุดต่อถัง เลือกแก๊สโซฮอล์ 95



