นายหวังฉวนฝู (Wang Chuanfu) ประธานบริษัท BYD เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 ว่า BYD จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกภายใน 5 ปีข้างหน้า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยสำนักข่าว Reuters มองว่าเป็นการพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
ยอดขายและความท้าทาย
BYD มียอดจำหน่ายรถยนต์ 4.6 ล้านคันในปี 2568 ครองอันดับ 6 ของโลก แต่กำลังเผชิญกับความท้าทายในการกลับมาสร้างการเติบโตอีกครั้ง เนื่องจากยอดขายในตลาดจีนได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงกับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นภายในประเทศตลอดปีที่ผ่านมา
ราคาหุ้นร่วงหนัก
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาหุ้น BYD ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงปรับตัวลดลงมากกว่า 45% จากระดับสูงสุด ขณะที่หุ้นในตลาดเซินเจิ้นลดลง 33% สะท้อนถึงแรงกดดันที่บริษัทกำลังเผชิญ
แผนเร่งกำลังผลิตแบตเตอรี่
ในการประชุมผู้ถือหุ้นที่สำนักงานใหญ่ในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเกือบ 1,000 คน หวังฉวนฝูระบุว่า ภารกิจสำคัญที่สุดในปีนี้คือการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่ Blade รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นคอขวดสำคัญที่จำกัดการเติบโตของบริษัทในปัจจุบัน
หวังฉวนฝูกล่าวว่า BYD จะก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลกในแง่ปริมาณการขายภายใน 5 ปี โดยเชื่อมั่นว่าการเติบโตของยอดส่งออก รวมถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบชาร์จเร็ว จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งในตลาดจีนและต่างประเทศ
อุปสรรคสำคัญ
การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก BYD ยังต้องแซงหน้า Toyota Motor Corporation ซึ่งมียอดขายในปี 2568 มากกว่า BYD ถึงกว่า 2 เท่า แม้ Toyota ยังคงเป็นผู้นำอุตสาหกรรม แต่ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ชี้ว่าส่วนแบ่งตลาดของ Toyota ในต่างประเทศเริ่มเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์จีนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น
ยอดส่งออกของ BYD ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นถึง 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลาดหลัก ได้แก่ บราซิล สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีอุปสรรคทางการค้าต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในระดับไม่สูงนัก
ตลาดในประเทศยังอ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม การเติบโตในต่างประเทศยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยความอ่อนแอของตลาดภายในประเทศ โดยยอดส่งมอบรถยนต์รวมในช่วง 5 เดือนแรกของปีลดลงมากกว่า 20%
ปฏิกิริยาของนักลงทุน
แม้ผู้บริหารจะส่งสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท แต่นักลงทุนยังคงระมัดระวัง โดยในช่วงเช้าวันพุธที่ 10 มิถุนายน หุ้น BYD ในตลาดฮ่องกงปรับตัวลดลง 4.3% ขณะที่หุ้นในตลาดเซินเจิ้นอ่อนตัวลง 1.6%



