“อนุสรณ์” เตือนรัฐบาลรักษาสมดุล 3 มิติในภาวะพลังงานมีขีดจำกัด แนะเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น
ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน และอดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการรับมือวิกฤตพลังงานของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาสมดุล 3 มิติให้ได้อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนหรือวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจลุกลามในอนาคต
3 เสาหลักที่ต้องรักษาสมดุล
ดร.อนุสรณ์ ระบุว่า 3 เสาหลักหรือมิติที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญประกอบด้วย มิติด้านราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้ (Affordability) เพื่อให้พลังงานมีราคาเหมาะสมกับกำลังซื้อของประชาชน มิติความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) เพื่อรับประกันความเพียงพอของพลังงานในประเทศ และ มิติด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม (Sustainability) เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตที่พลังงานมีราคาแพงและเสี่ยงต่อการขาดแคลน รัฐอาจต้องทบทวนเป้าหมายการลดคาร์บอน (Net Zero) โดยหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านปากท้องและราคาพลังงานก่อน เพื่อไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง
นอกจากนี้ การใช้งบประมาณจำนวนมากในการชดเชยราคาหรืออุดหนุนราคาพลังงานอาจนำไปสู่ปัญหาวิกฤตการณ์การคลังได้ หากการดำเนินการขาดประสิทธิภาพและเกิดการรั่วไหลของงบประมาณ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ. 2570 และเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จนเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤตจากพลังงานไปสู่การคลังได้
แนะเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น
ดร.อนุสรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงต้นเดือนเมษายน ค่าการกลั่นพุ่งแตะ 14 บาท ซึ่งสูงกว่าค่าการกลั่นเฉลี่ยเมื่อปีที่แล้วที่อยู่เพียง 1.7-2.2 บาทเท่านั้น การที่อัตรากำไรขั้นต้นของโรงกลั่นเพิ่มสูงขึ้นจากค่าการกลั่นนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้รัฐบาลควรผลักดันการจัดเก็บภาษีลาภลอยเพิ่มเติม เพื่อให้รัฐบาลมีงบประมาณมากขึ้นในการดูแลความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน โดยหลายประเทศทั่วโลกต่างก็มีการเก็บภาษีจากกำไรส่วนเกินที่มากกว่าปกติในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้
เขายังเตือนถึงความเสี่ยงจากการเก็งกำไรหรือการกักตุนน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้การชดเชยใช้งบประมาณจำนวนมากแต่ไม่ได้ผลในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น การออกแบบโครงการหรือมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจในภาวะงบประมาณจำกัด ต้องอาศัยความรู้และข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อส่งมอบนโยบายที่ตอบโจทย์เฉพาะหน้าได้ทันที พร้อมทั้งปรับโครงสร้างระยะยาวไปด้วย เพื่อให้ทุกบาทที่ใช้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ห่วงขาดแคลนสินค้าต้นน้ำและผลกระทบที่อาจตามมา
ดร.อนุสรณ์ ได้ประเมินสถานการณ์ว่า หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและขยายวงต่อไป อาจเกิด Energy Lockdown ในประเทศที่ขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถหาแหล่งน้ำมันสำรองได้เพียงพอต่อการใช้ นอกจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานแล้ว ยังอาจนำไปสู่การขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมการผลิตสำคัญ เช่น ปุ๋ย ยาเม็ด ผลิตภัณฑ์พลาสติก โลหะ และส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการชะงักงันของอุปทานและภาคผลิตในประเทศไทย
ผลกระทบดังกล่าวจะเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของภาคส่งออกและการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น โดยยกตัวอย่างการนำเข้าในเดือนกุมภาพันธ์ที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 50 เดือน และคาดว่าตัวเลขการนำเข้าในเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม โดยเฉพาะส่วนของพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หากเกิดความจำเป็นต้องมี Energy Lockdown ขึ้นในประเทศไทย ต้องเตรียมรับมือผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขและความมั่นคงทางด้านอาหารให้ดีที่สุด เช่น ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลต้องไม่ติดขัด รถฉุกเฉินและรถพยาบาลต้องมีน้ำมันเพียงพอ ยารักษาโรคต้องไม่ขาดแคลน และการขนส่งอาหารและสินค้าเกษตรไปตามจุดต่าง ๆ ของประเทศต้องดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
เสนอ 10 มาตรการประหยัดพลังงานรับมือวิกฤต
เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์น้ำมันและพลังงานที่คาดว่าจะยาวนาน ดร.อนุสรณ์ ได้เสนอมาตรการทั้งทางด้านอุปทานและด้านอุปสงค์ โดยเน้นที่การประหยัดการใช้พลังงานและบริโภคพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันให้ใช้มาตรการ Energy Lockdown ได้ ซึ่งหลายประเทศเริ่มนำไปปฏิบัติแล้ว เช่น การปิดการใช้ไฟฟ้าและการยกเลิกกิจการบางประเภทที่ใช้พลังงานมากโดยไม่จำเป็น โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้เผยแพร่มาตรการต่าง ๆ ที่ประเทศทั่วโลกใช้ในการรับมือวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ดังนี้
- ส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ให้มากที่สุด เพื่อลดการเดินทางและการใช้น้ำมัน
- ลดความเร็วรถยนต์ทุกประเภทไม่เกิน 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ใช้รถสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว
- กำหนดให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวและเติมน้ำมันได้ในวันที่กำหนดเท่านั้น โดยดูจากเลขทะเบียนรถ
- เพิ่มระบบ Car Pool เพื่อแบ่งปันการเดินทาง
- ห้ามใช้ก๊าซ LPG สำหรับการขนส่ง ให้ใช้สำหรับทำอาหารเท่านั้น
- เปลี่ยนวิธีการขับรถและซ่อมบำรุงรถเพื่อประหยัดน้ำมัน
- หลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยเครื่องบินเมื่อไม่จำเป็น
- ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหารแทนก๊าซ LPG เพื่อสงวน LPG สำหรับผลิตสินค้าที่จำเป็นอื่น
- บริหาร Feedstocks ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าที่เกี่ยวพันกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
มาตรการเหล่านี้มุ่งหวังให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตพลังงานไปได้ด้วยดี โดยไม่กระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนมากเกินไป



