UBS เตือนตลาดเครดิต 3.5 ล้านล้านเหรียญเสี่ยงโดมิโนจาก AI ผู้ชนะกินรวบ ผู้แพ้แบกหนี้ท่วม
ธนาคาร UBS แห่งสวิตเซอร์แลนด์ ออกโรงเตือนอย่างเป็นทางการว่า ตลาดเครดิต โดยเฉพาะสินเชื่อเลเวอเรจและไพรเวทเครดิต ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาจกลายเป็นจุดต่อไปที่ได้รับแรงกระแทกอย่างหนักจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก
ความเร็วของ AI สร้างแรงกดดันต่อตลาดเครดิต
แมทธิว มิช หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์เครดิตของ UBS ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ตลาดสินเชื่อเลเวอเรจและไพรเวทเครดิตกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากการเร่งตัวของ AI โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลที่ถือครองโดยกองทุนไพรเวตอิควิตี้ซึ่งมีภาระหนี้สูง หากรายได้ถูกบีบจากการแข่งขันด้าน AI อย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้เป็นวงกว้างได้
มิช ระบุว่า การพัฒนาโมเดลล่าสุดจากบริษัทอย่าง Anthropic และ OpenAI ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เกิดขึ้นเร็วกว่าที่เขาและทีมเคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม ตลาดตอบสนองช้ากว่าการเปลี่ยนแปลง เขาชี้ว่าความเสี่ยงจาก AI ไม่ใช่ประเด็นปี 2027 หรือ 2028 อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ต้องประเมินใหม่ทันทีในปัจจุบัน
คาดหนี้เสียใหม่พุ่ง 75,000-120,000 ล้านเหรียญภายในปี 2026
มิชวางสมมติฐานพื้นฐานไว้ว่า อัตราหนี้เสียในตลาดสินเชื่อเลเวอเรจ มูลค่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุด 2.5% ขณะที่ตลาดไพรเวทเครดิต มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นสูงสุด 4% ภายในปลายปี 2026 โดยเขาประเมินว่าภายในสิ้นปีนี้เราอาจเห็น หนี้เสียใหม่ เพิ่มขึ้นรวมกันราว 75,000-120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
มากไปกว่านั้น มิชยังเตือนถึงความเสี่ยงระยะยาวหรือสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายกว่าสมมติฐานว่า หากการเปลี่ยนผ่านสู่ AI เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงกว่าคาดจนทำให้อัตราผิดนัดชำระหนี้พุ่งเป็นสองเท่าของประมาณการพื้นฐาน ผลกระทบต่อเนื่องดังกล่าวจะนำไปสู่ ภาวะสินเชื่อตึงตัว ในตลาดเงินกู้ จะเกิดการประเมินราคาใหม่ของสินเชื่อเลเวอเรจในวงกว้าง และอาจเป็นแรงกระแทกระบบที่มาจากฝั่งเครดิต
ใครได้ ใครเสีย ในยุค AI
มิชแบ่งบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
- ผู้พัฒนาโมเดลพื้นฐาน เช่น Anthropic และ OpenAI ซึ่งแม้ยังเป็นสตาร์ทอัพ แต่มีศักยภาพก้าวสู่บริษัทมหาชนขนาดใหญ่
- บริษัทซอฟต์แวร์เกรดลงทุน เช่น Salesforce และ Adobe ที่มีงบดุลแข็งแกร่งและสามารถนำ AI มาปรับใช้เพื่อรับมือการแข่งขัน
- บริษัทซอฟต์แวร์และบริการข้อมูลที่ถือโดยไพรเวตอิควิตี้ ซึ่งมักมีหนี้สูงและเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
มิชกล่าวว่า หากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้รวดเร็วและรุนแรงจริง ผู้ชนะที่มีโอกาสจะแพ้ คือ กลุ่มที่สาม อย่างไรก็ตาม จังหวะเวลา คือ ตัวแปรสำคัญ แม้ความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น แต่ทิศทางสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับปัจจัยไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งความเร็วในการนำ AI ไปใช้ขององค์กรขนาดใหญ่ และอัตราการพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่ ๆ
เรายังไม่ได้ประกาศว่าภาวะเลวร้ายสุดจะเกิดขึ้น แต่แนวโน้มกำลังเคลื่อนไปในทิศทางนั้น มิชสรุป คำเตือนจาก UBS ครั้งนี้สะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า AI อาจสร้างแรงกระแทกต่อระบบการเงินกว้างกว่าที่หลายคนคิด จากภาพ AI ที่เคยถูกมองเป็นแรงหนุนตลาด และการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ธุรกิจจำนวนมากจะปรับตัวทัน ระบบเครดิตพร้อมรับมือกับแรงเปลี่ยนผ่านที่เร็วและรุนแรงกว่าที่คาดไว้หรือไม่หลังจากนี้



