รู้จัก Quiet Quitting เทรนด์ทำงานตามหน้าที่ ปกป้องสุขภาพจิตคนรุ่นใหม่
รู้จัก Quiet Quitting เทรนด์ทำงานตามหน้าที่ ปกป้องสุขภาพจิต

เคยไหมที่ทุ่มเททำงานให้บริษัทแบบ 120% แบกงานทุกอย่างที่ขวางหน้า ตอบแชตงานตอนสี่ทุ่ม แต่สุดท้ายเงินเดือนและตำแหน่งก็ยังอยู่ที่เดิม หากคุณกำลังรู้สึกหมดพลังและตั้งคำถามกับความทุ่มเทของตัวเอง คุณอาจกำลังเข้าสู่สภาวะที่นำไปสู่เทรนด์ฮิตของคนทำงานยุคนี้ที่เรียกว่า "Quiet Quitting" หรือการทำงานตามหน้าที่แบบเป๊ะๆ ไม่ขาด แต่ก็ไม่เกิน

Quiet Quitting คืออะไร ไม่ใช่การลาออกหรือขี้เกียจ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Quiet Quitting ไม่ได้แปลว่าการลาออกจริงๆ และไม่ได้แปลว่าขี้เกียจ แต่มันคือ "การขีดเส้นแบ่งขอบเขต" เพื่อปกป้องสุขภาพจิต และเวลาชีวิตของตัวเอง โดยปฏิเสธวัฒนธรรม Hustle Culture หรือการทำงานหนักเกินเบอร์ที่กัดกินจิตวิญญาณ

พฤติกรรมแบบไหนที่เรียกว่า Quiet Quitting

ทำงานตาม Job Description ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามสัญญาจ้างอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ แต่จะไม่เสนอตัวรับงานนอกเหนือจากนั้นหากไม่ได้ค่าตอบแทนเพิ่ม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เลิกงานคือเลิกงาน ปิดคอมพิวเตอร์และสแกนนิ้วออกตรงเวลาเป๊ะ ไม่นำงานกลับไปทำที่บ้าน และไม่ตอบอีเมลหรือไลน์กลุ่มงานในวันหยุดหรือหลังเลิกงาน

เลิกแบกความคาดหวัง เลิกกดดันตัวเองว่าจะต้องเป็นพนักงานดีเด่นที่พลีชีพเพื่อบริษัท เปลี่ยนมาโฟกัสที่การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) แทน

สาเหตุของปรากฏการณ์หลังยุคโควิด-19

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงหลังยุคโควิด-19 เมื่อคนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Millennials) เริ่มตระหนักว่า การทำงานหนักจน Burnout ไม่ได้การันตีความก้าวหน้าหรือความมั่นคงในชีวิตเสมอไป เมื่อระบบผลตอบแทนไม่สอดคล้องกับปริมาณงานที่งอกขึ้นมาเรื่อยๆ การถอยกลับมาทำแค่ "หน้าที่พื้นฐาน" จึงเป็นกลไกการป้องกันตัวเองทางจิตวิทยา เพื่อกู้คืนเวลาชีวิต สุขภาพ และความสุขกลับมา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มุมมองแห่งความเป็นจริง ดาบสองคมที่ต้องระวัง

แม้ว่า Quiet Quitting จะเป็นยาขนานเอกในการรักษาโรคหมดไฟ แต่ในโลกของการทำงานที่มีการแข่งขันสูง การทำเพียง "เกณฑ์ขั้นต่ำ" อาจส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในสายอาชีพได้เช่นกัน

โอกาสที่อาจหลุดลอย: ในองค์กรที่ประเมินผลจากการความทุ่มเทและการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ พนักงานที่ทำตัวตามสบายอาจถูกมองข้ามเมื่อถึงเวลาพิจารณาเลื่อนขั้นหรือขึ้นเงินเดือน

ความเสี่ยงในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง: หากบริษัทจำเป็นต้องลดขนาดองค์กร (Layoff) พนักงานที่ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นมักจะอยู่ในรายชื่อแรกๆ ที่ถูกพิจารณา

ทางออกที่สมดุล สื่อสารก่อนลดบทบาท

หากคุณรู้สึกว่ากำลังถูกเอาเปรียบเรื่องปริมาณงาน แทนที่จะเงียบแล้วลดบทบาทตัวเองลงทันที การ "สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา" อาจเป็นทางออกที่ดีกว่า ลองเปิดอกคุยกับหัวหน้าถึงขอบเขตงาน ปริมาณงานที่ล้นมือ หรือเจรจาเรื่องผลตอบแทนให้สมเหตุสมผล

ท้ายที่สุดแล้ว การรักงานเป็นเรื่องดี แต่การรักตัวเองและรักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรง คือรากฐานสำคัญที่จะทำให้เรายืนระยะในโลกของการทำงานได้อย่างยั่งยืน