ไทย-จีนหารือวิกฤติเศรษฐกิจโลก พร้อมร่วมมืออุตสาหกรรมอนาคตอย่างยานยนต์ไฟฟ้าและ AI
ไทย-จีนหารือวิกฤติเศรษฐกิจโลก ร่วมมืออุตสาหกรรมอนาคต

ไทย-จีนร่วมหารือวิกฤติเศรษฐกิจโลก มุ่งเสริมความร่วมมืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ประจำปี 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย ได้เข้าหารือทวิภาคีกับ นายหลาน ฝัว อัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

แลกเปลี่ยนมุมมองวิกฤติเศรษฐกิจโลกและเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี

การหารือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนในหลายด้าน ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

เห็นพ้องร่วมมือในอุตสาหกรรมอนาคตที่สำคัญ

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังได้เห็นพ้องถึงโอกาสในการร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ หุ่นยนต์ (Robotic) ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรม
  • เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จีนชี้แนวโน้มการลงทุนในอาเซียนและไทยเน้นเทคโนโลยีดิจิทัล

ในโอกาสนี้ ฝ่ายจีนยังได้ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย จะยังคงมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและคอนเทนต์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจีนในการสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมในภูมิภาคนี้

การหารือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีน และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทั้งสองประเทศในการร่วมมือกันเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต