PSP ประกาศแผน JUMP+ ตั้งเป้ากำไรสุทธิ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571
บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP เปิดเผยแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท หรือ JUMP+ Plan ประจำปี 2569–2571 โดยตั้งเป้าหมายผลักดันกำไรสุทธิให้แตะระดับ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 พร้อมรักษาความเป็นผู้นำตลาดน้ำมันหล่อลื่นในประเทศอย่างต่อเนื่อง นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PSP กล่าวว่า แผนดังกล่าวไม่ใช่เพียงการไล่ตามตัวเลข แต่เป็นการวางโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนกลยุทธ์ที่ชัดเจน
จากตัวเลขผลประกอบการในช่วงปี 2566–2568 PSP มีรายได้รวมอยู่ในกรอบประมาณ 12,000–13,400 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 427.54 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มเป็น 671.67 ล้านบาทในปี 2567 และแตะ 850.64 ล้านบาทในปี 2568 ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นจาก 3.48% เป็น 5.02% และ 6.68% ตามลำดับ ซึ่งบ่งชี้ว่าบริษัทสามารถเพิ่มการทำกำไรได้เกือบเท่าตัวในเวลาเพียง 2 ปี
บนโมเมนตัมดังกล่าว บริษัทได้กำหนดเป้าหมายกำไรสุทธิเป็นขั้นตอน โดยตั้งเป้า 900 ล้านบาทในปี 2569 และ 950 ล้านบาทในปี 2570 ก่อนมุ่งสู่ 1,000 ล้านบาทในปี 2571 ผ่านกลยุทธ์ 3 เสาหลักที่ดำเนินการควบคู่กัน
กลยุทธ์ 3 เสาหลักขับเคลื่อนการเติบโต
เสาแรก: เสริมความแข็งแกร่งฐานธุรกิจหลักและดันส่งออก PSP มุ่งเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจหลักที่ครองความเป็นผู้นำตลาดมาต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์หล่อลื่น น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า น้ำมันอุตสาหกรรม และน้ำมันผสมยาง ผ่านการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และบริหารห่วงโซ่อุปทานให้รองรับความต้องการที่ขยายตัว
บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ส่งออกจาก 22.9% ในปัจจุบันให้แตะ 30% ของรายได้รวมจากการขายภายในปี 2571 โดยเน้นตลาดอาเซียนที่ได้อานิสงส์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์และการลงทุนภาคอุตสาหกรรม ผ่านการสร้างความร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละตลาดเป้าหมาย
เสาที่สอง: 3 นวัตกรรมสร้างรายได้ใหม่ในระยะกลางถึงยาว PSP ผลักดัน 3 โครงการนวัตกรรมพร้อมกัน แต่อยู่ในระดับความพร้อมเชิงพาณิชย์ที่แตกต่างกัน
- EnPAT น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพจากน้ำมันปาล์มไทย: ดำเนินการร่วมกับบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบการใช้งานในระบบไฟฟ้าจริงร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อประเมินสมรรถนะและความปลอดภัย ก่อนมุ่งสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบและเปิดตลาดต่างประเทศในปี 2571
- น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกลั่นใช้ใหม่ (RRBO): ต่อยอดจากการเข้าซื้อหุ้นบริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (RE) จนครบ 100% เมื่อกลางปี 2568 โดยนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลับมาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพให้ใกล้เคียงน้ำมันใหม่ ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์และเตรียมความพร้อมด้านกระบวนการผลิต
- สารหล่อเย็นแบบจุ่ม (Immersion Coolant) สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์: อยู่ในระยะเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนา โดยได้ลงนาม MOU แล้วกับ Eco Atlas และ Evonik แผนงานในปี 2569 มุ่งเน้นทดสอบสูตรในระดับห้องปฏิบัติการ ก่อนขยายสู่การหาพันธมิตรเชิงพาณิชย์และศึกษาตลาดในปี 2570
เสาที่สาม: M&A และ New S-Curve เสริมพอร์ตรายได้นอกธุรกิจหลัก PSP มุ่งขยายธุรกิจผ่านการพิจารณาควบรวม ร่วมทุน และลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจที่ต่อยอดจากธุรกิจหลักได้ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่ม New S-Curve ที่มีแนวโน้มเติบโตตามเมกะเทรนด์โลก ทั้งเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และธุรกิจด้านสุขภาพ
ธรรมาภิบาลและสภาพภูมิอากาศเป็นรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน
JUMP+ Plan ยังครอบคลุมแผนยกระดับธรรมาภิบาลควบคู่กัน โดยบริษัทตั้งเป้าขอรับรองแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันภาคเอกชนไทย (CAC) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2571 พร้อมขยายมาตรฐานดังกล่าวไปยังคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งจัดทำนโยบายป้องกันการใช้ข้อมูลภายในและกรอบการกำกับดูแลการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) ในองค์กร
ด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปีฐาน 2567 ที่ระดับ 220,725 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลง 6% ในปี 2569 และเพิ่มเป็น 13% ในปี 2571 ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในกระบวนการผลิตด้วยระบบดิจิทัล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ 5 SKUs ภายในปี 2571 โดยมีเป้าหมายระยะยาวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
PSP ยังบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย โดยปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.82 เท่า ลดลงจาก 0.95 เท่าในปี 2567 และ 1.15 เท่าในปี 2566 สะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนแผนการเติบโตในอนาคต



