เศรษฐกิจไทยไม่ถึงขั้น ICU แต่เป็น 'อัมพฤกษ์' เอกชนจี้รีเซ็ตโครงสร้าง-ตั้ง ครม.มืออาชีพ
ในงานเสวนาวิชาการหัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย : โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 โดย PPTV Online ผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยได้ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเร่งด่วนแก่รัฐบาลใหม่
อาการอัมพฤกษ์ของเศรษฐกิจไทย
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ไม่ได้วิกฤตหนักถึงขั้นเข้าห้องไอซียู (ICU) แต่เปรียบเสมือนอยู่ในอาการของอัมพฤกษ์ที่มีการหยุดชะงักงัน ประเทศไทยจำเป็นต้องรื้อและปรับโครงสร้างหลัก 3 ด้าน ได้แก่
- โครงสร้างทางการเมือง ที่ต้องให้เศรษฐกิจและสังคมมากำหนดทิศทางการเมือง
- โครงสร้างทางสังคม ที่กำลังเผชิญภาวะสังคมสูงวัย โดยมีอัตราการตายมากกว่าการเกิดถึง 50,000 คนต่อปี ส่งผลให้ขาดแคลนกำลังคนและต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างหนัก
- โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ไทยกำลังถดถอยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน
นายพจน์ยังชี้ว่า แม้ไทยจะมีจุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์และพลังงานเพียงพอ ซึ่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติจนทำให้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เติบโตมหาศาล แต่รัฐบาลต้องวางเงื่อนไขให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ของประเทศ เช่น การสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการอัปสกิลแรงงานไทย
พายุความท้าทายและรอยรั่วภายใน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยว่า “เปรียบเสมือนเรือลำหนึ่งที่กำลังลอยอยู่กลางมหาสมุทร แต่มีรอยรั่วและน้ำซึมเข้า ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้และกำลังค่อยๆ จมลงท่ามกลางพายุคลื่นลมรุนแรงจากปัจจัยภายนอก” รอยรั่วเหล่านี้สะท้อนถึงความอ่อนแอภายใน โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชันที่เกาะกินเศรษฐกิจ
เขาย้อนให้เห็นว่า เมื่อปี 1988 ไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่มี GDP เติบโตถึง 13% แต่ปัจจุบันกลับเติบโตไม่ถึง 2% จนถูกขนานนามว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย สาเหตุหลักมาจากไทยติดกับดักการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM) ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขาดการพัฒนานวัตกรรมเป็นของตนเอง ทำให้ปรับตัวไม่ทันเมื่อโลกเปลี่ยนสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
นายเกรียงไกรยังเตือนว่า อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นและมีเทคโนโลยีต่ำจะถูกกีดกันเป็นอันดับแรก โดยคู่แข่งอย่างจีนได้พัฒนาไปสู่ “Dark Factory” หรือโรงงานมืดที่ใช้หุ่นยนต์และ AI ทำงานแทนคน 100% นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากกติกาด้านสิ่งแวดล้อม (CBAM)
ข้อเสนอเร่งด่วน 100 วันแรก
ทั้งนายพจน์และนายเกรียงไกรได้ฝากข้อเสนอสำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่ใน 100 วันแรก ดังนี้
- จัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความชำนาญและรู้จริง ในกระทรวงหรือสายงานที่ตนเองรับผิดชอบ โดยไม่จัดสรรตำแหน่งตามโควตาทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
- แก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญที่สุด เพราะหากหยุดยั้งการทุจริตได้ GDP ของประเทศจะเติบโตโดยอัตโนมัติไม่ต่ำกว่า 2%
- เร่งอุดรูรั่วคอร์รัปชัน ที่ปล่อยให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาทำลายผู้ประกอบการ SME ไทย รวมถึงควบคุมธุรกรรมทุนเทาและการฟอกเงินผ่านเงินดิจิทัล
บทบาทของเทคโนโลยีและระบบราชการ
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เน้นย้ำว่า BOI จำเป็นต้องสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เกิดการรับโอนนวัตกรรม ไม่ใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเฉยๆ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและการทุจริตในระบบราชการ ภาครัฐต้องยอมรับเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ
เขากล่าวว่า “เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในระบบการนำเข้าส่งออก รวมถึงการพิจารณาใบอนุญาตต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐ” การให้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และดำเนินการตามฐานข้อมูลจะเป็นวิธีเดียวที่ช่วยปฏิรูประบบราชการไทยได้จริง
นอกจากนี้ นายธนากรยังแนะนำผู้ประกอบการให้เร่งปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Industry) และใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด (Green Marketing) เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลก
โดยสรุป ภาคเอกชนเห็นพ้องว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤต ICU แต่กำลังเผชิญอาการอัมพฤกษ์ที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนผ่านการตั้ง ครม.มืออาชีพ การลดคอร์รัปชัน และการรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน



