Baby Lovett: เรื่องราวความสำเร็จของแบรนด์เสื้อผ้าเด็กไทย จากเส้นทาง OEM สู่การเป็นที่นิยมในหมู่คุณแม่
แบรนด์เสื้อผ้าเด็กสัญชาติไทย Baby Lovett ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจตัวอย่างที่น่าสนใจ เริ่มต้นจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตหรือ OEM เสื้อผ้าเด็กเกรด A สำหรับส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนจะก้าวสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง จนกลายเป็นสินค้าที่ต้องมีในรายการของเหล่าคุณแม่ตั้งครรภ์ไปจนถึงคุณแม่ลูกเล็กในยุคปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นจาก OEM และการก้าวข้ามสู่แบรนด์
การทำงานในฐานะผู้ประกอบการ OEM นั้นเกี่ยวข้องกับการรับคำสั่งผลิตให้ตรงตามมาตรฐาน ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการผลิตเสื้อผ้าเด็กส่งออกที่มีมาตรฐานสูง แต่ก็ไม่ต้องจัดการกับความพึงพอใจของลูกค้าหมู่มากหรือคิดเรื่องแบรนด์และการตลาด การตัดสินใจเปลี่ยนจาก OEM มาสร้างแบรนด์เองของ คุณเก๋–ลภัสนันท์ ดิลกอัศวโรจน์ และ คุณใหม่–ธัญลักษณ์ ดิลกอัศวโรจน์ สองในแปดพี่น้องแห่งบริษัท เจียบฮง การ์เมนท์ จำกัด ในฐานะผู้ก่อตั้ง Baby Lovett นำมาซึ่งประสบการณ์ใหม่ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความท้าทาย
ในช่วงแรก Baby Lovett เจอปัญหาจากกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า จนถูกกล่าวหาว่าเป็นฝันร้ายของพ่อแม่และถูกประชดว่ามีเงินก็ซื้อไม่ได้ "บทเรียนตลอด 8 ปีที่ผ่านมาทำให้เรารู้ว่า ต้องฟังลูกค้าและแก้ปัญหา เราไม่เคยต้องการให้สินค้าไม่พอขาย เพราะนั่นคือการสูญเสียรายได้" คุณเก๋และคุณใหม่เผยถึงการปรับตัว
การเติบโตและความนิยมที่พุ่งสูง
ย้อนกลับไปในปี 2561 คุณใหม่ชวนคุณเก๋ทำแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก หลังจากมองเห็นโอกาสจากธุรกิจ OEM ของครอบครัว ซึ่งบริษัท เจียบฮง การ์เมนท์ จำกัด ก่อตั้งโดยคุณพ่อคุณแม่ในปี 2531 และยังคงรักษาออเดอร์ส่งออกให้กับแบรนด์เสื้อผ้าเด็กจากอเมริกา เช่น Gymboree, Meijer, Carter ได้อย่างเหนียวแน่น
เมื่อเปิดตัว Baby Lovett ไม่นานก็เจอสินค้ายอดนิยมรุ่นแรกคือชุดนอน Two-Way Zipper ที่ขายไปแล้วมากกว่า 500,000 ตัว และยังเป็นสินค้าขายดีตลอดกาล นอกจากนี้ คอลเลกชันร่วมกับ Teaspoon Studio ในลายเห็ดก็สร้างปรากฏการณ์ตลาดแตก กลายเป็นของลิมิเต็ดหายากที่มีราคาขายมือสองทะลุหลักหมื่นบาท
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 Baby Lovett ได้รับอานิสงส์จากการที่พ่อแม่ลูกต้องอยู่บ้านและช็อปปิ้งเสื้อผ้าให้ลูกใส่เรียนออนไลน์ พร้อมกับแชร์ภาพลงโซเชียลมีเดีย ช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและขึ้นแท่นแบรนด์เสื้อผ้าเด็กขายดีที่สุดบนแพลตฟอร์มลาซาด้า โดยในปี 2568 มีรายได้ 187 ล้านบาท แม้จะลดลงจากช่วงพีกที่แตะ 200 ล้านบาท ซึ่งคุณเก๋อธิบายว่ามาจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลง
จุดแข็งและแผนการในอนาคต
Baby Lovett มีจุดแข็งด้านคุณภาพจากการมีประสบการณ์ผลิตเสื้อเด็กส่งออกมาเกือบ 40 ปี ได้รับมาตรฐาน OEKO-TEX® STANDARD 100 Class 1 ที่ปลอดภัยสูงสุด ใช้ผ้าฝ้ายออแกนิกส์ 100% และกระดุม Nickel Free ตามมาตรฐานสหภาพยุโรป
ภายใต้บริษัท อัศวโรจน์ จำกัด มีพี่น้อง 7 ใน 8 คนร่วมถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากัน โดยคุณเก๋และคุณใหม่ในฐานะผู้ก่อตั้งระบุว่า "พี่น้องทุกคนมีจุดแข็งและใครจะช่วยทำงานได้ดีไปกว่าพี่น้อง" สำหรับเป้าหมายต่อไป พวกเธอต้องการขยายตลาดเสื้อผ้าเด็กแรกเกิดในกลุ่มโรงพยาบาลให้มากขึ้น รวมถึงเติบโตในระดับนานาชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจขยายสู่เสื้อผ้าผู้ใหญ่ในอนาคต
หากสรุปความสำเร็จของ Baby Lovett ด้วยคำเดียว คุณใหม่ขอสองคำคือ คุณภาพและดีไซน์ พร้อมกับราคาที่ตั้งใจขายเสื้อเด็กมาตรฐานอเมริกันและยุโรปในราคาไทยๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง



