ทิสโก้เผยกำไรไตรมาส 1/2569 พุ่ง 1,734 ล้านบาท ขยายตัว 5.5% จากสินเชื่อ EV และตลาดทุนฟื้นตัว
ทิสโก้กำไรไตรมาส 1/2569 1,734 ล้านบาท เพิ่ม 5.5%

ทิสโก้เผยผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 กำไรสุทธิ 1,734 ล้านบาท ขยายตัว 5.5%

กลุ่มทิสโก้เปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,734 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แรงหนุนหลักมาจากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงก่อนสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ (EV 3.0) พร้อมกับธุรกิจตลาดทุนที่กลับมาฟื้นตัวจากกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทย ส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมและรายได้ค่าธรรมเนียมปรับเพิ่มขึ้น

ปัจจัยสนับสนุนและความท้าทายทางธุรกิจ

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ ระบุว่า แม้ผลประกอบการโดยรวมจะดีขึ้น แต่ธุรกิจสินเชื่อยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น กลุ่มทิสโก้จึงดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง มุ่งเน้นการควบคุมคุณภาพของการเติบโตเป็นหลัก ผ่านการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบ การลดสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มเสี่ยง และการพัฒนาระบบติดตามดูแลลูกหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย การปรับโครงสร้างหนี้ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการตั้งสำรอง

แม้บริษัทสามารถจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ได้ลดลง แต่การตั้งสำรองในงวดนี้เพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง การคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ระดับค่าเผื่อสำรองต่อ NPL (NPL Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 191%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อาจขยายตัวได้เพียง 1.2-1.5% ซึ่งเป็นการปรับลดจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8% โดยมีความเสี่ยงเพิ่มเติมหากสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและวิกฤติพลังงานยังคงยืดเยื้อ ขณะเดียวกัน คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในประเทศมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 3.0% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย