ธุรกิจเต็นท์รถมือสองเผชิญวิกฤตหนัก ปิดกิจการกว่า 1,009 รายใน 3 ปี
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยรายงานที่น่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองในประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถประคองกิจการต่อไปได้ และต้องทยอยปิดกิจการหรือล้มละลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ยอดปิดกิจการพุ่งสูงถึง 1,009 รายในระยะเวลาเพียง 3 ปี
ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ระบุว่าในช่วงปี 2566 ถึง 2568 มีธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองที่ต้องปิดกิจการหรือล้มละลายสูงถึง 1,009 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2.3 เท่าเมื่อเทียบกับยอดสะสมในช่วงปี 2561 ถึง 2565 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดรถยนต์มือสองในปัจจุบันอย่างชัดเจน
ยอดขายรถมือสองหดตัวลง 22% เนื่องจากกำลังซื้อที่ลดลง
หนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันธุรกิจเต็นท์รถคือยอดขายรถยนต์มือสองที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 406,000 คันในปี 2566 เหลือเพียง 317,000 คันในปี 2568 หรือลดลงถึง 22% เมื่อเทียบกับปี 2566 สาเหตุสำคัญมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือนในระดับสูงและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติยังยืนยันว่า รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของคนไทยลดลงประมาณ 3% จาก 29,030 บาทต่อเดือนในปี 2566 เหลือ 28,151 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ส่งผลให้ความต้องการซื้อรถยนต์มือสองลดลงตามไปด้วย
ราคารถมือสองร่วงหนัก กดดันกำไรของผู้ประกอบการ
นอกจากปัญหายอดขายที่หดตัวแล้ว เต็นท์รถยนต์มือสองยังต้องเผชิญกับปัญหาราคารถยนต์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดัชนีราคารถยนต์มือสองโดยเฉลี่ยรอบ 3 ปีล่าสุดลดลงถึง 25% เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี 2562 ถึง 2565
สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของรถยึดในตลาด ซึ่งในปี 2566 ถึง 2567 มีจำนวนรถถูกยึดเฉลี่ยสูงถึง 24,000 ถึง 25,000 คันต่อเดือน ซึ่งสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับภาวะปกติที่อยู่ที่ประมาณ 12,500 ถึง 15,000 คันต่อเดือน การแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ใหม่ป้ายแดง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ปรับราคาลง 11% ถึง 35% ก็เป็นปัจจัยกดดันเพิ่มเติม
"ราคารถยนต์มือสองที่ปรับตัวลงกดดันให้ธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองมีอัตรากำไรสุทธิที่บางลงอย่างชัดเจน จากปี 2562 ที่เคยอยู่ในระดับเกือบ 1% กลับปรับตัวลงมาอยู่ในระดับ 0.5-0.6% ในปี 2567-2568" ตามรายงานของ Krungthai COMPASS
ผู้ประกอบการที่ยังอยู่ได้มีกลยุทธ์เฉพาะตัว
แม้จะเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน แต่ยังมีผู้ประกอบการเต็นท์รถมือสอง 11 บริษัท หรือคิดเป็นสัดส่วน 4.2% ที่สามารถรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างโดดเด่น โดยมีรายได้เติบโตต่อเนื่องและมีกำไรสุทธิเป็นบวกติดต่อกัน 3 ปี
- ธุรกิจขนาดใหญ่ (รายได้มากกว่า 500 ล้านบาท): มีผู้ประกอบการที่ Performance ดี 2 บริษัทจาก 8 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 25%
- ธุรกิจขนาดกลาง (รายได้ 100-500 ล้านบาท): มีผู้ประกอบการที่ Performance ดี 4 บริษัทจาก 69 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 5.8%
- ธุรกิจขนาดเล็ก (รายได้ 10-100 ล้านบาท): มีผู้ประกอบการที่ Performance ดี 5 บริษัทจาก 186 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 2.7%
Key Characteristic สำคัญคือ "Speed over Stock" โดยพบว่าการลดระยะเวลาขายรถยนต์ทุกๆ 30 วัน จะทำให้ผู้ประกอบการมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นประมาณ 2% เต็นท์รถที่ Performance ดีจะมีระยะเวลาขายเฉลี่ย 95 วัน ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจที่ 121 วัน ถึง 26 วัน
แนวโน้มในอนาคตและวิธีรับมือ
Krungthai COMPASS คาดว่ามูลค่าธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 32.6 พันล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2564 ถึง 2566 อยู่ถึง 9% โดยในปีนี้ธุรกิจยังต้องเผชิญความท้าทายต่อเนื่องจากดีมานด์ที่ถูกกดดันและแรงกดดันด้านราคา
เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวด้วย 2 แนวทางหลัก:
- ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับดีมานด์ตลาด เช่น มุ่งเน้นรถกลุ่ม Pick-up SUV/PPV ที่มีสภาพคล่องสูงและเป็นที่นิยมในตลาดรถมือสอง เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาขายและต้นทุนแฝง
- ต่อยอดโมเดลธุรกิจ เช่น พัฒนาไปสู่โมเดลรับฝากขาย (Consignment) เพื่อลดความเสี่ยงจากการแบกรับสต็อก และขยายช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงลูกค้าและขยายฐานลูกค้า
อนาคตของธุรกิจเต็นท์รถมือสองยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่การปรับตัวอย่างรวดเร็วและมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนอาจเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโตต่อไปในตลาดที่ท้าทายนี้



