ทองคำแตะ 81,950 บาท สูงสุดปี 69 ก่อนผันผวนหนัก สงครามอิสราเอล-อิหร่าน-สหรัฐฯ กระตุ้นตลาด
ทองคำแตะ 81,950 บาท สูงสุดปี 69 ก่อนผันผวนจากสงคราม

ทองคำแตะ 81,950 บาท สูงสุดปี 2569 ก่อนผันผวนรุนแรงจากสงครามตะวันออกกลาง

ราคาทองคำในประเทศทะยานขึ้นแตะระดับ 81,950 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในปี 2569 ก่อนที่จะเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงคล้ายรถไฟตีลังกาเหาะ โดยราคาต่ำสุดเคยอยู่ที่ 64,550 บาททองคำ การปรับตัวขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน โดยมีสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมโจมตีด้วย สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้นักลงทุนเป็นวงกว้าง ทำให้ทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบันต่างแห่เข้าซื้อและขายทองคำหวังเก็งกำไรจากความไม่แน่นอน

สมาคมค้าทองประกาศหยุดซื้อขายชั่วคราวหลังราคาร่วงหนัก

อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ราคาทองคำกลับร่วงลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนสมาคมค้าทองคำต้องประกาศหยุดซื้อขายทองคำแท่งชั่วคราวในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติและเกิดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ตลาดทองคำทั่วโลกปิดทำการ ส่งผลให้ไม่มีราคาอ้างอิงที่แน่นอน ในช่วงวิกฤต นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาทองคำอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 150-200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ และอาจทำให้ราคาทองคำในประเทศแตะระดับ 80,000 บาท หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น

แต่ในความเป็นจริง ราคาทองคำที่ปรับขึ้นสูงสุดเพื่อตอบรับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กลับไม่ได้ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงจุดหนึ่ง ตลาดเริ่มมีแรงเทขายเพื่อทำกำไร และราคาก็ไม่ได้ดีดขึ้นอย่างที่นักลงทุนคาดหวัง สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามจากนักลงทุนว่า สงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจใกล้ยุติลง หรือตลาดอาจหันไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นแทนทองคำ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ย้อนไทม์ไลน์สงครามอิหร่าน-อิสราเอลส่งผลต่อราคาทองคำ

ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ได้วิเคราะห์ไทม์ไลน์ของความขัดแย้งและผลกระทบต่อราคาทองคำไว้อย่างละเอียด โดยเริ่มจากปี 2567 เมื่อวันที่ 1 เมษายน อิสราเอลโจมตีสถานทูตอิหร่านในซีเรีย แต่อิหร่านยังไม่ตอบโต้ทันที ต่อมาในวันที่ 13 เมษายน อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงโดรนและขีปนาวุธใส่อิสราเอลโดยตรงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งนี้ทำให้ราคาทองปรับขึ้นต่อเนื่องราว 200 ดอลลาร์ แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ก็เกิดแรงเทขายทองคำอย่างหนัก ราคาทองปรับตัวลงแรงถึง 100 ดอลลาร์ภายใน 1 วัน

สำหรับสงครามอิหร่าน-อิสราเอลในปี 2568 ซึ่งกินเวลาราว 12 วัน เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในเช้าวันที่ 13 มิถุนายน หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน และอิหร่านโจมตีตอบโต้ทันที การสู้รบยืดเยื้อกว่า 1 สัปดาห์ ในขณะที่ตลาดรอดูท่าทีของสหรัฐอเมริกาว่าจะเข้าร่วมความขัดแย้งหรือไม่ จนวันที่ 22 มิถุนายน สหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง และวันที่ 24 มิถุนายน อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศว่าอิหร่าน-อิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิง สงครามสิ้นสุดลง ส่งผลให้มีแรงเทขายทองคำอย่างหนักอีกครั้ง สงครามครั้งนี้ทำให้ราคาทองปรับขึ้นราว 150 ดอลลาร์ แต่ที่น่าสังเกตคือราคาปรับขึ้นเพียงระยะสั้น 2-3 วัน ก่อนจะลดลงกลับมาที่จุดเดิมก่อนสงคราม

สงครามปี 2569 และปัจจัยฉุดราคาทองร่วง

ในปี 2569 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ภายใต้ปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลสำคัญ ราคาทองคำปรับขึ้นแรงราว 140 ดอลลาร์ในวันแรกหลังเกิดสงคราม แต่ในวันถัดมากลับร่วงลง 4%

คำถามสำคัญคือ ทำไมทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยกลับถูกเทขายอย่างหนัก? ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์สาเหตุไว้ 2 ปัจจัยหลัก ประการแรก เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน นับตั้งแต่เกิดสงคราม ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 18% ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการลดดอกเบี้ยหรือไม่ลดดอกเบี้ยในปีนี้ ล่าสุดตลาดมีมุมมองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยปีนี้เพียง 1 ครั้ง จากเดิม 2 ครั้งก่อนเกิดสงคราม

ประการที่สอง นักลงทุนสถาบันและเทรดเดอร์ในต่างประเทศเทขายทองคำเพื่อถือเงินสด ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ทองคำให้ผลตอบแทนโดดเด่นสูงสุดอันดับ 4 รองจากตลาดหุ้นไต้หวัน โลหะเงิน และน้ำมันดิบเบรนท์ ทำให้มีแรงเทขายทองคำออกมาเพื่อถือเงินสดหรือนำไปชำระ Margin call ผลคือราคาทองคำที่ปรับขึ้นแรงในช่วงแรกของสงคราม หลังจากนั้นเริ่มมีแรงเทขายออกมาและส่วนใหญ่ปรับตัวลงกลับมาที่จุดเดิมก่อนเกิดสงคราม

ความกังวลเรื่องภาษีทรัมป์และแนวโน้มราคาทองในอนาคต

ตลาดทองคำโลกยังกังวลกับประเด็น “ภาษีทรัมป์” ที่อาจปะทุอีกรอบ หลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำสั่งยกเลิกมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ โดยวินิจฉัยว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก 10% และขู่ปรับขึ้นเป็น 15% โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายการค้า ปี 1974 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดภาษีชั่วคราวได้ไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน

ไทยเป็นหนึ่งใน 9 ประเทศที่อาจได้ประโยชน์จากมาตรการลดภาษีนี้ ร่วมกับจีน บราซิล อินเดีย เวียดนาม ไต้หวัน มาเลเซีย เม็กซิโก และแคนาดา แต่ความแน่นอนจากเรื่องภาษีทรัมป์กลับนำไปสู่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทำให้นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำมีแนวโน้มจะกลับมาปรับขึ้นได้ในระยะอนาคต

สำหรับราคาทองคำล่าสุดในช่วงบ่าย มีการผันผวน 27 ครั้ง ลดลง 550 บาท ส่งผลให้ราคาทองคำแท่งขายออกอยู่ที่บาทละ 77,400 บาท และรับซื้อบาทละ 77,200 บาท ส่วนราคาทองรูปพรรณขายออกบาทละ 78,200 บาท และรับซื้อบาทละ 75,663.56 บาท ราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 5,091 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่ระดับ 32.13 บาทต่อดอลลาร์

นักลงทุนควรพิจารณาเข้าซื้อสะสมทองคำเมื่อราคาทองโลกอยู่ที่ 5,000 ดอลลาร์หรือต่ำกว่า หรือราคาทองไทย 75,700 บาทหรือต่ำกว่า โดยเน้นใช้เงินลงทุนที่เป็นเงินเก็บมากกว่าเงินหมุนเวียน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในตลาดลงทุนจากความผันผวนนี้