ทองคำปี 2568: จากสินทรัพย์ปลอดภัยสู่ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ในปัจจุบัน “ทองคำ” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการออมของคนไทยอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อกระแสเงินทุนและทิศทางค่าเงินบาทของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 ที่ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวอยู่ในระดับสูงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
บทบาทของทองคำในเศรษฐกิจไทย
ประเทศไทยซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าวโดยตรง ทำให้กิจกรรมการซื้อขาย รวมถึงการส่งออกและนำเข้าทองคำขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลต่อภาคการเงิน ค่าเงินบาท และภาคเศรษฐกิจบางส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ปี 2568 ทองคำได้ก้าวขึ้นจากการเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการออมหรือการลงทุน มาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกระแสเงินทุน ค่าเงินบาท และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ จากราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้กิจกรรมการซื้อขาย การนำเข้า และการส่งออกทองคำของไทยขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในภาคการเงิน ภาคการผลิต และภาคการค้า
สถิติการซื้อขายทองคำที่เติบโตขึ้น
ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า ปี 2568 มูลค่าการส่งออกทองคำของไทยเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น โดยทองคำแท่งมีสัดส่วน 3.8% ของมูลค่าการส่งออกรวม ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปี 2567 และขยายตัวถึง 48.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาโลก ขณะที่การนำเข้า แม้ปริมาณการนำเข้าทองคำแท่งจะลดลงเล็กน้อย แต่มูลค่าการนำเข้ากลับเพิ่มขึ้นตามระดับราคาทองคำที่สูงขึ้น
การขยายตัวดังกล่าวสอดคล้องกับราคาทองคำโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่ทำระดับสูงสุดใหม่ยังจูงใจให้นักลงทุนและผู้ถือครองทองคำในประเทศทยอยขายทำกำไร สำหรับราคาทองคำในประเทศ เมื่อต้นปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 42,500 บาทต่อบาททองคำ และปรับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000 บาทต่อบาททองคำในช่วงปลายปี หรือเพิ่มขึ้นราว 53% ภายในปีเดียว
ผลกระทบต่อทุนสำรองระหว่างประเทศและค่าเงินบาท
การขยายตัวของการส่งออกทองคำช่วยเสริมเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 262,186 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 เป็น 305,597 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 16.6% ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาทองคำที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้มูลค่าทางบัญชีของทองคำที่ถือครองเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากการส่งออกทองคำ
ในขณะที่ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทปลายปี 2568 แข็งค่าขึ้นประมาณ 9.4% เมื่อเทียบกับต้นปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้าสำคัญ เช่น น้ำมัน เครื่องจักร และวัตถุดิบ และช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศบางส่วน อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าที่รวดเร็วและสูงกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ได้กระทบความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีอัตรากำไรต่ำและแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก
ความพยายามลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท
เพื่อลดผลกระทบจากธุรกรรมทองคำต่อค่าเงินบาท ในปี 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทยและภาคเอกชนได้สนับสนุนการซื้อขายทองคำด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Gold Wallet และ USD Trading เพื่อลดความจำเป็นในการแลกเงินบาทโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวในระยะต่อไป
เหตุการณ์ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่รวมทองคำอาจไม่สะท้อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงของภาคส่งออกไทย ดังนั้น การพิจารณาสถิติการส่งออกที่ไม่รวมทองคำจึงมีความสำคัญต่อการประเมินภาวะเศรษฐกิจและการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำ
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในวงการทองคำ
ด้านกูรูในวงการทองอย่าง วายแอลจี มองว่า ทองคำดีดตัวแรงระยะสั้นหลังจากผ่านภาวะขายมากเกินไป จนล่าสุดเกิด Bullish Divergence แต่แนะต้องระวังหากแรงดีดไม่ผ่าน 4,996 ดอลลาร์ หรือ 77,300 บาทต่อบาททองคำ อาจเป็นการดีดเพื่อลงต่อไปเข้าสู่การพักตัวระยะกลาง
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน กดดันตลาดแต่ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบทางเทคนิคที่ประเมินไว้ มองว่าการปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมาเป็นการพักตัวระยะกลางเท่านั้น ขณะที่ภาพรวมระยะยาวยังเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ประเมินเป้าหมายการปรับฐานรอบนี้มีแนวรับสำคัญที่ 4,096-3,926 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 63,300 - 60,700 บาทต่อบาททองคำ และระดับลึกสุดที่ 3,556 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 55,000 บาทต่อบาททองคำ มองว่าโอกาสที่จะลงไปถึงระดับลึกสุดนั้นมีน้อย หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง
แต่หากการปรับฐานเสร็จสิ้นและราคาทะลุผ่านแนว 4,996 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ ไปได้ จะเป็นสัญญาณยืนยันการกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นรอบใหญ่อีกครั้ง โดยคงเป้าหมายปีนี้ที่ 5,596-5,824 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ หรือ 86,600-90,000 บาทต่อบาททองคำ
กลยุทธ์การลงทุนและปัจจัยสนับสนุนในอนาคต
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ผู้ที่มีทองคำในมือจำนวนมาก หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,668 ดอลลาร์ แต่ไม่ผ่าน แนะนำแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดสถานะบางส่วน แต่หากผ่าน 4,996 ดอลลาร์ไปได้ ให้ชะลอการขายเพื่อรอไปขายใกล้จุดสูงสุดเดิม ส่วนผู้ที่ไม่มีทองคำในมือ: แนะนำใช้จังหวะการพักตัวของราคาเป็นโอกาสทยอยสะสม โดยเฉพาะหากราคาไม่หลุดแนวรับแรกที่ 4,096-3,926 ดอลลาร์
ในระยะยาววายแอลจียังคงมองว่าทองคำเป็นขาขึ้นต่อไปจากปัจจัยสนับสนุนหลัก ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจถดถอย รวมไปถึงภาวะ Stagflation แม้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่จะไม่ฟันธงว่าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลาง
ความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์จะเป็นตัวเร่งของเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดอยู่แล้ว ซึ่งก็คือ De-dollarization และ Central Bank Gold Buying ให้เร่งตัวมากขึ้น และนั่นจะเป็นปัจจัยที่คอยหนุนทองคำให้ปรับตัวขึ้นเป็นระยะตลอดปี 2026 ซึ่งล่าสุด ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงเข้าซื้อทองคำเพิ่มในเดือน ก.พ. เป็นเดือนที่ 16 ติดต่อกัน โดยถือทองเพิ่มขึ้น 30,000 ทรอยออนซ์ หรือ 0.93 ตันสู่ระดับ 74.22 ล้านทรอยออนซ์ หรือ 2,308 ตัน
สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้ CME FedWatch Tool จะปรับลดการคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง อย่างไรก็ดี Goldman Sachs ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงสมมติฐานหลัก ที่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในเดือนกันยายนและธันวาคมของปีนี้
ในขณะที่กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกจากกองทุน ETF ทองคำ กระแสเงินลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความต้องการทองคำผ่านกองทุน ETF ทั่วโลกในปี 2025 โดยกองทุน ETF ทองคำมีการเข้าซื้อสุทธิประมาณ 800 ตัน อย่างไรก็ดี ปีนี้เริ่มเกิดกระแสเงินทุนไหลออก นำโดยกองทุน SPDR ที่มีการลดการถือครองทองคำลง -13.5 ตันในปีนี้



