ตลาดหุ้นเอเชียร่วงหนัก หลังราคาน้ำมัน WTI พุ่ง 7% สร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมันสำรอง
ตลาดหุ้นเอเชียร่วง หลังน้ำมัน WTI พุ่ง 7% กดดันนักลงทุน

ตลาดหุ้นเอเชียร่วงหนัก หลังราคาน้ำมัน WTI พุ่ง 7% สร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมันสำรอง

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดร่วงลงในวันนี้ (12 มีนาคม 2569) หลังจากราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียท (WTI) พุ่งขึ้นกว่า 7% ในช่วงเช้า ส่งผลให้นักลงทุนทั่วภูมิภาคขาดความมั่นใจในปริมาณน้ำมันสำรองที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ กำลังระบายออกมา เพื่อชดเชยอุปทานที่สูญเสียไปจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ดัชนีตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ดัชนีหลักของตลาดหุ้นในเอเชียแสดงให้เห็นถึงการร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่น เปิดที่ระดับ 54,387.90 จุด ลดลง 637.47 จุด หรือคิดเป็น -1.16% ขณะที่ ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง เปิดที่ระดับ 25,719.47 จุด ลดลง 179.29 จุด หรือ -0.69% ส่วน ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตของจีน เปิดที่ระดับ 4,133.20 จุด ลดลงเพียงเล็กน้อยที่ 0.23 จุด หรือ -0.01%

นอกจากนี้ ดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลีย ร่วงลง 1.56% และ ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ปรับตัวลง 0.75% สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนที่แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามตลาดต่างประเทศ

ตลาดหุ้นไทยก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเหล่านี้เช่นกัน โดยปรับตัวลงตามตลาดต่างประเทศ หลังจากราคาน้ำมันกลับมาดีดขึ้นทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้เกิดความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และการสิ้นสุดสงครามเริ่มไม่ชัดเจนมากขึ้น

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวต้านที่ 1,420 จุด และแนวรับที่ 1,380 จุด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ดัชนี SET ได้เพิ่มขึ้น 12.33 จุด เพื่อตอบรับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และเปิดภาคเช้าพุ่ง 27.72 จุด ยืนเหนือระดับ 1,400 จุด ก่อนจะถูกกดดันจากปัจจัยลบในวันนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปัจจัยกดดันหลักจากราคาน้ำมันและสงครามตะวันออกกลาง

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน WTI กว่า 7% ในวันนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนของความกังวลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก สงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความไม่แน่นอน ทำให้นักลงทุนหวาดเกรงว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่ประเทศต่างๆ ระบายออกมาอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยการสูญเสียได้

สถานการณ์นี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก และแนวโน้มในอนาคตยังคงขึ้นอยู่กับพัฒนาการของราคาน้ำมันและความขัดแย้งในภูมิภาค ซึ่งนักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อตัดสินใจลงทุนอย่างเหมาะสม