หุ้นไทยปิดบวก 2.12 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิ 2.4 พันล้าน
หุ้นไทยปิดบวก 2.12 จุด ต่างชาติซื้อสุทธิ 2.4 พันล้าน

ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้ (16 มิ.ย.) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.12 จุด หรือ 0.16% มาอยู่ที่ 1,329.63 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 36,793 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 2,435 ล้านบาท หลังจากที่ขายสุทธิติดต่อกันหลายวัน

ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.กรุงศรี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงตรึงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้น

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นยังช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้น PTTEP ที่ปรับขึ้น 1.75 บาท หรือ 1.94% มาอยู่ที่ 92.00 บาท และหุ้น PTT ที่เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.73% มาอยู่ที่ 69.25 บาท

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แรงซื้อจากต่างชาติหนุนตลาด

นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในวันนี้หลังจากที่ขายสุทธิต่อเนื่องในสัปดาห์ก่อน โดยซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 2,435 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมตลาดปรับตัวดีขึ้น ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,234 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 1,201 ล้านบาท

หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่ม SET50 ได้แก่ PTTEP, ADVANC, และ CPALL โดย ADVANC ปรับขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.75% มาอยู่ที่ 116.50 บาท และ CPALL เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.23% มาอยู่ที่ 61.75 บาท

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น

นายกรภัทร กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ โดยมีแนวต้านที่ 1,350 จุด และแนวรับที่ 1,320 จุด โดยนักลงทุนรอติดตามการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ รวมถึงการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ เช่น ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ ตลาดยังรอความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจับตา เนื่องจากจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

สรุปภาพรวมตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นไทยปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มสื่อสารปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงรอติดตามปัจจัยสำคัญทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะผลการประชุมเฟดและความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลไทย ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป