ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายในวันที่ 6 มิถุนายน 2567 โดยดัชนี SET Index ปรับตัวลดลง 10.43 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.74 มาอยู่ที่ 1,397.23 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 44,873.67 ล้านบาท โดยมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยการเมืองภายในประเทศ
แรงขายต่างชาติกดดันตลาด
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงตามแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังคงกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเลือกที่จะลดความเสี่ยงในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย
หุ้นกลุ่มแบงก์และพลังงานกดดัน
หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มพลังงานเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยหุ้นธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.25 หุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ลดลงร้อยละ 0.98 ขณะที่หุ้นปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ลดลงร้อยละ 0.72 และหุ้นปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ลดลงร้อยละ 0.65
อย่างไรก็ตาม หุ้นบางตัวปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น หุ้นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.23 และหุ้นบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.15
แนวโน้มตลาดหุ้นไทย
นักวิเคราะห์คาดว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงมีแนวโน้มผันผวน โดยมีปัจจัยกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ และทิศทางดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้น อาจช่วยให้ตลาดปรับตัวขึ้นได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นักวิเคราะห์แนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง เพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดผันผวน



