วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซดันราคาน้ำมันพุ่ง คาด SET ผันผวนหนัก แนะลงทุนป้องกันความเสี่ยง
วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซดันน้ำมัน SET ผันผวนหนัก

วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยและราคาน้ำมันโลก

วิกฤติการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความผันผวนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะดัชนี SET ซึ่ง InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX คาดการณ์ว่าจะเกิดการแกว่งตัวผันผวนจากปัจจัยนี้ แม้จะมีมาตรการระบายคลังสำรองน้ำมันจาก IEA และสหรัฐฯ แต่ก็อาจไม่เพียงพอต่อการบรรเทาความกังวลด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจ

IEA ได้ประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ เพื่อรับมือกับภาวะอุปทานน้ำมันขาดแคลนจากสงครามอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ รายงานดัชนี CPI เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขยายตัว 2.4% ต่อปี โดยหมวดที่อยู่อาศัยและบริการปรับเพิ่มขึ้น แต่หมวดยานพาหนะลดลง ความกังวลหลักอยู่ที่เงินเฟ้อเดือนมีนาคม 2569 ที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับขึ้นเต็มเดือนจากวิกฤติในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ การหยุดส่งออก LNG จากโรงงาน Ras Laffan ในกาตาร์เป็นเวลา 5 วัน เนื่องจากการลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีอุปสรรค ส่งผลให้อุปทาน LNG ประมาณ 20% ของโลกชะงัก ซึ่งมองเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นโรงไฟฟ้า SPP เช่น GPSC และ BGRIM ขณะที่ GULF ซึ่งมีสัดส่วนโรงไฟฟ้า IPP สูง จะได้รับผลกระทบจำกัด

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อหุ้นและกลยุทธ์การลงทุน

ราคาหุ้น PSL ลดลง 7% หลังมีข่าวเรือขนส่ง "มยุรี นารี" ถูกโจมตีเสียหายหนักใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยบริษัทแจ้งว่าได้ทำประกันภัยจากสงครามไว้แล้ว ด้าน IRGC อ้างว่าเป็นฝ่ายโจมตีเนื่องจากเรือเพิกเฉยต่อคำเตือนและพยายามผ่านช่องแคบอย่างผิดกฎหมาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

กองทุนน้ำมันยังคงอุ้มราคาดีเซลลิตรละ 16.97 บาท ซึ่งสูงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ขณะที่กลุ่มเบนซิน-โซฮอล์อุ้มลิตรละ 2-9 บาท ส่งผลให้เงินไหลออกวันละ 1,758 ล้านบาท และคาดว่าสถานะจะติดลบเกิน 1 หมื่นล้านบาทภายในวันที่ 18 มีนาคมนี้ รัฐบาลเตรียมขึ้นราคาขายปลีกดีเซลหลังวันที่ 18 มีนาคม ซึ่งอาจส่งผลลบต่อกลุ่มโลจิสติกส์ สินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น

กลยุทธ์การลงทุนในช่วงวิกฤติ

InnovestX มองว่าวิกฤติในตะวันออกกลางกำลังยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 ซึ่งเป็นสงครามที่ยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึง SET เข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสี่ยงเกิดแรงเทขายหนัก เพื่อโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ USD และตราสารหนี้ระยะสั้น

GDP ไทยและ EPS SET ที่เดิมคาดไว้ที่ 1.7% และ 95.7 บาท อาจลดลงเหลือ 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ หากอิง PER 14 เท่า SET อาจอยู่ที่ระดับ 1275 จุด แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุด PER อาจลดลงเหลือ 12 เท่า ซึ่งจะทำให้ SET อยู่ที่ระดับ 1100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรง

คำแนะนำสำหรับนักลงทุน

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อ แนะนำให้ถือเงินสดมากขึ้นและลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้นที่อ่อนไหวต่อต้นทุนน้ำมัน เช่น กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ และโรงพยาบาลระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง รวมถึงหุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า

ในทางกลับกัน นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมอง "วิกฤตคือโอกาส" อาจใช้กลยุทธ์ Strategic Layering โดยแบ่งไม้สะสมที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 จุด ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • หุ้น High Dividend: เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยง เช่น SIRI, KTB, KTC, KBANK, KKP, TISCO, BAM, AP, TLI
  • หุ้น Fast Rebound: เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ เช่น GULF, DELTA, BJC, HMPRO, OSP, CBG, SAWAD, MTC, TIDLOR
  • หุ้น Sector Rotation: เพื่อเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้น เช่น GPSC, BGRIM, AOT, MINT, CENTEL, AWC, ERW, AAV, IVL, PTTGC, IRPC, TOP, BH, KCE

หุ้นแนะนำประจำวัน

PTTEP: ได้รับปัจจัยกระตุ้นจากราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับขึ้นสู่ US$98-99/บาร์เรล เนื่องจากกังวลอุปทานตึงตัวหลังเกิดเหตุโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ มองเป็นสินทรัพย์ Hedge เพื่อป้องกันความเสี่ยง เป้าหมายระยะสั้นที่ 148 บาท

ADVANC: ธุรกิจมีความเสี่ยงจำกัดต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตต่อทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ต ARPU มีแนวโน้มสูงขึ้น และต้นทุนคลื่นความถี่ลดลง เป้าหมายระยะสั้นที่ 369 บาท