SET มีนาคม 2569 ร่วง 5.24% เซ่นปมสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ แต่ยังแข็งแกร่งในภูมิภาค
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยข้อมูลภาวะตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 โดยระบุว่า ดัชนี SET Index ปิดตัวที่ระดับ 1,448.14 จุด ปรับตัวลดลง 5.24% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตลาดไทยยังแกร่งกว่าตลาดเอเชียอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม นายศรพล ชี้ให้เห็นว่า แม้ดัชนีจะปรับลดลง แต่ถือเป็นการลดลงที่น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์หลักอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยหนุนจากความชัดเจนและความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องเสถียรภาพและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หากพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 พบว่า SET Index ยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกเพิ่มขึ้นถึง 15% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำผลงานโดดเด่นกว่าดัชนีรวม ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร
ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai ในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 95.69% จากปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาส 1/2569 มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 65,109 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 52% ขณะที่พฤติกรรมผู้ลงทุนพบว่านักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิในเดือนมีนาคม 39,754 ล้านบาท แต่หากนับรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงมียอดซื้อสุทธิสะสมอยู่ที่ 19,152 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการซื้อขายสูงสุดที่ 53.85%
จุดเด่นคืออัตราเงินปันผลตอบแทนสูง
ในเชิงมูลค่า (Valuation) Forward P/E ของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 14.96 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียที่ 12.67 เท่า ขณะที่ Historical P/E อยู่ที่ 16.40 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยภูมิภาค แต่จุดเด่นที่สำคัญคือ อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ณ สิ้นมีนาคม อยู่ที่ระดับ 4.25% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในเอเชียที่อยู่เพียง 2.94% ทำให้นักลงทุนมองไทยเป็นหลุมหลบภัยในยามวิกฤต
นายศรพล ระบุถึงความไม่แน่นอนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ในระยะข้างหน้า โดยระบุว่า ขณะนี้ตลาดเริ่มซึมซับข่าวสงครามไปในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ 4 ตัวแปรหลัก ได้แก่ สถานการณ์สงคราม ราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายของเฟด โดยเฉพาะผลกระทบของราคาน้ำมันที่จะส่งผลต่อกำไร (Earning) ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนในช่วงกลางปีนี้ รวมถึงประเด็นเงินเฟ้อที่จะเป็นตัวกดดันนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
จับตา "ภาวะภาพลวงตา" ในไตรมาส 2
นายศรพล ได้คาดการณ์ภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทยในไตรมาส 1/2569 ด้วยว่า ทิศทางผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยมีแนวโน้มจะปรากฏตัวเลขที่ค่อนข้างดี ซึ่งอาจเป็นลักษณะที่เรียกว่าภาวะ illusion หรือภาพลวงตา ทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะมีปัจจัยลบเข้ามากดดันจนเกิดการหยุดชะงักในบางภาคส่วน แต่ตัวเลขผลประกอบการที่ประกาศออกมากลับเติบโตสวนทาง เนื่องจากมีการเร่งตัวของภาคการนำเข้าและส่งออกไว้ล่วงหน้าก่อนที่สถานการณ์จะตึงเครียดขึ้น
นายศรพล ระบุว่า แม้ภาพรวมในไตรมาสที่ 1 จะดูสดใส แต่ผลกระทบที่แท้จริงต่อระบบเศรษฐกิจจะเริ่มให้เห็นเด่นชัดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือข้อจำกัดด้านความหน่วงของข้อมูลเศรษฐกิจ เนื่องจากตัวเลขที่จะออกมาสะท้อนภาพไตรมาสที่ 2 นั้น กว่าที่สาธารณชนจะได้รับทราบก็เข้าสู่ช่วงกลางไตรมาสที่ 3 ไปแล้ว ทำให้การตัดสินใจของนักลงทุนในบางครั้งเป็นการตอบสนองต่อข้อมูลในอดีต มากกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน
โครงการลงทุนขนาดใหญ่เป็นปัจจัยบวก
นายศรพล ย้ำว่า การขับเคลื่อนโครงการลงทุนเหล่านี้ไม่ควรเน้นเพียงผลตอบแทนในระยะสั้น แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่ระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการและดำเนินโครงการได้ในขนาดที่เหมาะสม จะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
สำหรับผลกระทบจาก Supply Shock ของราคาน้ำมัน นายศรพล มองว่า แม้จะกระทบต่อต้นทุนและเศรษฐกิจ แต่หากมองเป็นโอกาส นี่คือจุดเปลี่ยนที่ไทยต้องเร่ง "Shift" ไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์ หรือวินด์ เพื่อลดการผูกขาดและพึ่งพาพลังงานจากภายนอก ซึ่งปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี Sector พลังงานทดแทนขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งกว่าหลักหลายตลาดในภูมิภาค เป็นตัวช่วยพยุงดัชนีได้เป็นอย่างดี
นายศรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า มุมมองดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์บนพื้นฐานของประสบการณ์และสถานการณ์จำลองที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการติดตามข้อมูลที่กำลังจะทยอยประกาศออกมาต่อจากนี้



