IAA ชี้หุ้นไทยฟื้นตัว ฝ่าความเสี่ยงสงคราม-ภาษีทรัมป์ คาด SET สิ้นปีปิด 1,516 จุด
IAA ชี้หุ้นไทยฟื้นตัว คาด SET สิ้นปีปิด 1,516 จุด

IAA เปิดมุมมองหุ้นไทย ฝ่าสงคราม-ภาษีทรัมป์ คาด SET สิ้นปีแตะ 1,516 จุด ลุ้นฟันด์โฟลว์หนุน

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ได้เผยแพร่ผลสำรวจล่าสุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากการหนุนของปัจจัยในประเทศและความคาดหวังจากเม็ดเงินไหลเข้าเป็นหลัก ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ยังถูกกดดันจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความรุนแรงในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงาน และสงครามการค้าที่ยังไม่สิ้นสุด

สงครามตะวันออกกลางใกล้จบ? แต่อาจส่งผลต่อต้นทุนขนส่งและพลังงาน

สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ IAA เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนว่า ปัจจัยลบอันดับหนึ่งต่อทิศทางการลงทุนคือ สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล โดย 92% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเป็นผลลบ แม้ว่าสถานการณ์อาจดูใกล้จะยุติ แต่ยังต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากอาจมีปัญหาเรื่องการขนส่งสินค้าทางเรือและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนค่าประกันภัยและการขนส่งพุ่งสูงตามไปด้วย

นอกจากนี้ หากความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ก็อาจทำให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน โดยนักวิเคราะห์ได้ประเมินสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยของปีนี้ไว้ที่ 80.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.5-1.72% ซึ่งเป็นผลกระทบส่วนหนึ่งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ลุ้นหุ้นไทยสิ้นปี 2569 ปิด 1,516 จุด พร้อมกลยุทธ์การลงทุนที่ชัดเจน

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยนั้น ผลสำรวจจาก IAA คาดการณ์ว่าดัชนี SET Index ในช่วงสิ้นปีจะสามารถไปปิดที่ระดับ 1,516 จุด และคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเฉลี่ยที่ 87.64 บาท โดยมีปัจจัยหนุนจากความชัดเจนของการเมืองในประเทศ และความคาดหวังเม็ดเงินไหลเข้าเป็นหลัก

ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในหมวดค้าปลีก พลังงานและสาธารณูปโภค การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร และควรลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มปิโตรเคมีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยรายชื่อหุ้นเด่นที่ได้รับความเห็นชอบตรงกัน 6 สำนักขึ้นไป ได้แก่ ADVANC, AMATA, BDMS, GULF, KTB และ TRUE

จับตา "ภาษีทรัมป์" สงครามการค้าที่ยังไม่จบ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือ นโยบายกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่ง ธีรเศรษฐ์ พรหมพงษ์ นักกลยุทธ์เศรษฐศาสตร์มหภาค บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ประเมินว่า มาตรการด้านภาษี (Tariffs) อาจเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป โดยปัจจุบันประเทศไทยถูกเก็บภาษีอยู่ที่ระดับ 10% ผลกระทบหลักอาจไม่ได้เกิดขึ้นในภาพรวมทั้งหมด แต่จะเจาะจงไปที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมมากกว่า เช่น กลุ่มที่เชื่อมโยงกับเซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติความไม่แน่นอนนี้ ประเทศไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกทางอ้อมจากการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามแล้ว ไทยยังถือว่ามีความสามารถในการแข่งขันที่โดดเด่น แต่ประเด็นดังกล่าวนี้ยังต้องติดตามความชัดเจนต่อไป

แม้การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมอาจชะลอตัว แต่มองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด (EPS) อาจไม่ได้รับผลกระทบหนักตาม เนื่องจากกำไรราว 1 ใน 3 ของตลาดมาจากกลุ่มพลังงาน ซึ่งได้อานิสงส์เชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาช่วยชดเชยผลกระทบในภาคธุรกิจอื่นได้