หุ้นไทยมีโอกาสดีดตัวขึ้นชั่วคราว แต่ยังต้องจับตาสงครามตะวันออกกลางรายวันอย่างใกล้ชิด
หุ้นไทยมีโอกาสรีบาวด์ แต่ต้องจับตาสงครามตะวันออกกลาง

หุ้นไทยมีโอกาสดีดตัวขึ้นชั่วคราว แต่ยังต้องจับตาสงครามตะวันออกกลางรายวันอย่างใกล้ชิด

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นไทย โดยประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาส rebound หรือดีดตัวขึ้นชั่วคราว หลังจากที่ปรับตัวลดลงอย่างหนักต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงมีความผันผวนตามสถานการณ์รายวันของสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

กลยุทธ์การลงทุนในภาวะไม่แน่นอน

แม้จะมีความไม่แน่นอนจากสงคราม แต่ตลาดหุ้นไทยออกมาในโทนบวก หลังผู้นำสหรัฐฯ พยายามควบคุมการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเริ่มส่งสัญญาณอยากยุติการโจมตีอิหร่าน บริษัทหลักทรัพย์ดาโอแนะนำให้เก็งกำไรช่วงสั้นๆ ในหุ้นที่ราคาลงมามากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การเข้าเก็งกำไรในตลาดระยะนี้อาจต้องเลี่ยงหุ้นบางกลุ่มที่อาจจะยังได้รับผลกระทบจาก ราคาแก๊สที่พุ่งแรง และปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน หุ้นที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า และหุ้นที่มีร้านค้าปลีกจำนวนมาก แนะนำให้รอจนกว่าราคาแก๊สจะเริ่มลดลงก่อนพิจารณาลงทุน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

พอร์ตหุ้นแนะนำและปัจจัยภายในประเทศ

สำหรับพอร์ตหุ้นแนะนำ ประกอบด้วย AOT (20%), BDMS* (20%), SCB (10%), และ ADVANC (10%) โดยมีหุ้นทางเทคนิค เช่น CPI และ THCOM ที่ควรจับตา

ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเมืองภายในประเทศ หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล ชนะการโหวตในสภาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และเตรียมจัดตั้งรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี แม้ยังมีปัจจัยที่ต้องกังวลเกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องบาร์โค้ดเลือกตั้ง แต่ตลาดคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วจะสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้ระดับหนึ่ง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ค่าเงินบาทและกระแส Fund Flow

ค่าเงินบาทและสกุลเงินในภูมิภาคมีทิศทางอ่อนค่าลง โดยเงินบาทอ่อนค่าลงแล้วประมาณ 5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่เริ่มมีสงครามตะวันออกกลาง สำหรับกระแส Fund Flow นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นมีซื้อสุทธิ 182 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในขณะที่ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 4,260 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศและสถานการณ์สงคราม

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดของวัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ (WTI ร่วง 2.2% สู่ 93.49 ดอลลาร์) ปรับตัวลดลง หลังผู้นำสหรัฐฯ และอิสราเอลพยายามออกมาลดความร้อนแรงและคลายความกังวลเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยังคงน่าจับตา หลังการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านในกาตาร์ คูเวต และยูเออี ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ขู่จะถล่มแหล่งแก๊ส South Pars ของอิหร่านให้สิ้นซากหากมีการโจมตีกาตาร์ซ้ำ คำเตือนนี้จะช่วยชะลอความร้อนแรงของราคาน้ำมันดิบได้ระดับหนึ่ง ดาโอมองว่า หากอิสราเอลและอิหร่านทำได้จริง จะเป็นบวกต่อตลาดหุ้น

ขณะที่ราคาน้ำมันร่วงรับท่าทีผ่อนปรน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ย่อตัวลงต่ำกว่าระดับ 106 ดอลลาร์/บาร์เรล และ WTI ร่วงลงมาแตะ 94 ดอลลาร์ หลังผู้นำสหรัฐฯ และอิสราเอลส่งสัญญาณลดความร้อนแรง โดยทรัมป์ยืนยันว่าจะไม่ส่งกองกำลังภาคพื้นดิน และเนทันยาฮูให้คำมั่นว่าอิสราเอลจะยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพิ่มเติม

ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ย ด้วยมีมติ 8 ต่อ 1 คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ และส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยหากระดับราคาและเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์

สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น SET และสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ควรติดตามรายงานเพิ่มเติมเพื่อการตัดสินใจลงทุนที่รอบคอบในภาวะที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ