ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 5.61 จุด หลังแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน
ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 5.61 จุด หลังแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน

ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 5.61 จุด หลังแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปิดการซื้อขายในวันนี้ที่ระดับ 1,382.60 จุด ลดลง 5.61 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.40 เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดยตลาดเผชิญแรงกดดันจากการขายในหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานเป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงบ่าย

ปัจจัยกดดันจากอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันโลก

นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นระบุว่า แรงขายในวันนี้ส่วนใหญ่มาจากความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งกระทบต่อกลุ่มธนาคารโดยตรง เนื่องจากอาจส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมและความสามารถในการทำกำไรของสถาบันการเงิน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวนยังสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะบริษัทในสายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย

ปริมาณการซื้อขายรวมในวันนี้อยู่ที่ประมาณ 42,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยมีหุ้นที่ซื้อขายมากที่สุดเป็นหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์และบริษัทพลังงานขนาดใหญ่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลการซื้อขายรายกลุ่มอุตสาหกรรม

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด ได้แก่

  • กลุ่มธนาคาร: ลดลงเฉลี่ย 1.2% เนื่องจากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย
  • กลุ่มพลังงาน: ลดลงเฉลี่ย 0.8% หลังราคาน้ำมันโลกผันผวน
  • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์: ลดลงเล็กน้อย 0.3% จากแรงขายในหุ้นพัฒนาที่ดิน

ในทางกลับกัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยและกองทุนต่างประเทศบางส่วน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มุมมองนักวิเคราะห์ต่อแนวโน้มตลาด

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าออก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะยาวยังคงมีพื้นฐานจากเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ ฟื้นตัวหลังวิกฤต

คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในขณะนี้คือ ควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต เช่น เทคโนโลยีและสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด