ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 4.87 จุด หลังแรงกดดันจากเงินเฟ้อสหรัฐและความกังวลเศรษฐกิจโลก
ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 4.87 จุด จากแรงกดดันเงินเฟ้อสหรัฐ (02.04.2026)

ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 4.87 จุด หลังแรงกดดันจากเงินเฟ้อสหรัฐและความกังวลเศรษฐกิจโลก

ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายในวันนี้ด้วยการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนี SET Index ปิดที่ระดับ 1,372.63 จุด ลดลง 4.87 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.35 จากวันก่อนหน้า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาที่ยังคงสูง และความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลง

ปัจจัยกดดันหลักจากเงินเฟ้อสหรัฐและเศรษฐกิจโลก

แรงกดดันหลักที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยในวันนี้มาจากข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกาที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และทำให้นักลงทุนปรับลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น ลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่อาจเผชิญกับภาวะถดถอยจากสงครามการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน นักลงทุนต่างจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับพอร์ตการลงทุนให้มีความระมัดระวังมากขึ้น

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

พฤติกรรมนักลงทุนและแนวโน้มในระยะสั้น

ในตลาดหุ้นไทยวันนี้ นักลงทุนต่างแสดงพฤติกรรมที่ระมัดระวัง โดยมีการขายออกในกลุ่มหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นในกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรม ขณะที่หุ้นในกลุ่มป้องกันตัว เช่น หุ้นสาธารณูปโภคและผู้บริโภคจำเป็น ยังได้รับความสนใจบ้าง แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงตลาดให้ปิดในแดนบวกได้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำหรับแนวโน้มในระยะสั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนคาดว่าตลาดหุ้นไทยอาจยังคงเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากทิศทางนโยบายการเงินของเฟดและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก นักลงทุนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและพิจารณาการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมองว่าการปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในวันนี้อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่จะเข้าซื้อหุ้นคุณภาพในราคาที่น่าสนใจ แต่ควรพิจารณาจากพื้นฐานของบริษัทและแนวโน้มอุตสาหกรรมเป็นหลัก