ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้ปรับตัวลดลง 3.16 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.23 โดยดัชนี SET Index อยู่ที่ระดับ 1,383.71 จุด มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 48,367 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงเป็นแรงขายสุทธิต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันให้กับตลาด
ปัจจัยกดดันจากต่างประเทศ
นายกรกฏ ภิญโญภาสกุล นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงเช่นกัน สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
แรงขายของนักลงทุนต่างชาติ
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน โดยวันนี้มียอดขายสุทธิ 1,500 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงตามแรงขายดังกล่าว
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติยังคงกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของทรัมป์ ซึ่งอาจส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย
แนวโน้มตลาดในระยะสั้น
นักวิเคราะห์คาดว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังมีแนวโน้มผันผวน โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 รวมถึงการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และได้รับประโยชน์จากการบริโภคในประเทศ รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
- หุ้นกลุ่มธนาคาร ยังคงมีแนวโน้มที่ดีจากดอกเบี้ยขาขึ้น
- หุ้นกลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยหนุน
- หุ้นกลุ่มค้าปลีก ได้ประโยชน์จากการบริโภคที่ฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังความผันผวนของตลาดในระยะสั้น และติดตามปัจจัยสำคัญทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด



