รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเปิดเผยแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ามหาศาลถึง 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 21 ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และสร้างงานจำนวนมากให้กับประชาชน
รายละเอียดแผนลงทุน
แผนดังกล่าวครอบคลุมการลงทุนในหลายด้าน โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชน ถนน สะพาน และสนามบิน รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและระบบดิจิทัล โดยมีงบประมาณแบ่งออกเป็น: การซ่อมแซมและปรับปรุงถนนและสะพาน 1.15 แสนล้านดอลลาร์, ระบบขนส่งสาธารณะ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์, โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์, ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด 1 แสนล้านดอลลาร์, และการขยายระบบอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ 1 แสนล้านดอลลาร์
เป้าหมายทางเศรษฐกิจ
ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า "แผนนี้จะช่วยสร้างงานที่มีรายได้ดีนับล้านตำแหน่ง และทำให้สหรัฐฯ แข่งขันกับจีนได้ในระยะยาว" โดยคาดว่าแผนดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงานในภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และลดการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
แหล่งเงินทุน
รัฐบาลจะจัดหาเงินทุนผ่านการเพิ่มภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% และการปฏิรูปภาษีอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 15 ปี อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียด
ปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ
กลุ่มธุรกิจและสหภาพแรงงานต่างให้การสนับสนุน โดยมองว่าแผนนี้จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างงานที่มีคุณภาพ ขณะที่พรรครีพับลิกันบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มภาษีและการใช้จ่ายที่สูงเกินไป
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
นักวิเคราะห์มองว่าแผนลงทุนครั้งนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก การฟื้นตัวของสหรัฐฯ จะช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ



