IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 3.1% หวังสงครามอิหร่านจำกัด กลางปีคลี่คลาย
IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 3.1% หวังสงครามอิหร่านจำกัด

IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 3.1% หวังสงครามอิหร่านจำกัด กลางปีคลี่คลาย

ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ เปิดเผยรายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุด ระบุว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลกในปี 2569 จากเดิมที่ 3.3% ลงสู่ระดับ 3.1% ภายใต้สมมติฐานว่าสงครามอิหร่านจะมีระยะเวลาและความรุนแรงที่จำกัด และคาดว่าจะคลี่คลายได้ภายในกลางปี อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจนกดดันให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2% ในช่วงปี 2569–2570

เศรษฐกิจสหรัฐและจีนเผชิญแรงกดดันชัดเจน

ในส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ นั้น ได้รับผลกระทบจากสงครามกับอิหร่านอย่างเห็นได้ชัด โดยแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น เงินเฟ้อเดือนมีนาคมเร่งตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 22 เดือน ที่ 3.3% และคาดการณ์เงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้าจะปรับเพิ่มขึ้นแตะ 4.8% ส่วนความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนเมษายนลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการในเดือนมีนาคมหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี

แม้เงินเฟ้อจะสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความเสี่ยงในตลาดเครดิตภาคเอกชนยังคงมีอยู่ ทำให้คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50–3.75% ในการประชุมวันที่ 29 เมษายนนี้ เช่นเดียวกับเศรษฐกิจจีนที่คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจะชะลอลงจาก 5% ในไตรมาสแรก ท่ามกลางแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการบริโภคและการลงทุนที่เติบโตต่ำ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงการส่งออกสินค้าบางกลุ่มที่อ่อนไหวมากขึ้นตามวิกฤตราคาน้ำมันและอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รัฐบาลไทยเร่งมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น หลังรัฐบาลออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง คาดว่าผลบวกยังค่อนข้างจำกัด โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบและป้องกันความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งประกอบด้วยมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกลุ่มเปราะบาง การช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกร ภาคธุรกิจ และภาคการขนส่ง ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด

มาตรการบรรเทาผลกระทบล่าสุดใช้งบประมาณภาครัฐราว 3.64 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.02% ของ GDP และมีการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือ Soft loans รวม 1.5 แสนล้านบาท หรือ 0.78% ของ GDP อย่างไรก็ดี มาตรการช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง (Targeted measures) น่าจะต้องครอบคลุมมากขึ้นเพื่อพยุงกำลังซื้อและการลงทุนที่มีสัญญาณอ่อนแอลง สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) เดือนมีนาคมที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในระยะข้างหน้า (Expected BSI) ที่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี

เกียรตินาคินภัทรปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเหลือ 1.3% เตือนเสี่ยง Stagflation

ด้านกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ในกรณีฐาน ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปีที่ 92.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือ 1.3% จากเดิม 1.8% พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อเป็น 3.0% จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โดยความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือภาวะ "Stagflation" หรือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง คล้ายกับวิกฤตการณ์ในช่วงทศวรรษ 1970

เกียรตินาคินภัทรประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบจากสงคราม ดังนี้

  • กรณีฐาน (Base Case): คาดสงครามคลี่คลายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 92.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนปรับลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรลภายในสิ้นปี 2570
  • กรณีคลี่คลายเร็ว (โอกาสเกิดน้อย): ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยที่ 77.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะมีไม่มากและใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้
  • กรณีรุนแรง: ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และพุ่งทะลุจุดสูงสุดเกิน 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)

ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยและแนวทางการรับมือ

ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG เท่านั้น แต่เส้นทางขนส่งตะวันออกกลางยังมีผลต่อการขาดแคลนปุ๋ย (กระทบผลผลิตการเกษตร) วัตถุดิบปิโตรเคมี (กระทบภาคอุตสาหกรรมพลาสติกและสิ่งทอ) และฮีเลียม (จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก) การรับมือ Stagflation แบบไร้กันชนจะกระทบหนัก 4 ช่องทางหลัก ได้แก่

  1. ภาคการท่องเที่ยวซบเซา: ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ลงเหลือ 31.2 ล้านคน จากเดิม 35.1 ล้านคน ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และการขนส่ง
  2. การส่งออกเผชิญแรงกดดัน: จากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น อุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอลงในตลาดคู่ค้าหลัก และความเสี่ยงจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ
  3. กำลังซื้อครัวเรือนหดตัว: ราคาพลังงาน คิดเป็น 14% ของตะกร้าการบริโภค ที่พุ่งสูงขึ้นจากการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล จะกดดันกำลังซื้ออย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
  4. หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน: การเติบโตของ GDP ที่ต่ำลงและการอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน อาจดันให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุเพดาน 70% เร็วขึ้น

แนวโน้มนโยบายการเงินของไทย

คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายไปในทางผ่อนคลายมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากบริบทเงินเฟ้อของไทยเพิ่งพ้นจากภาวะติดลบ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อเนื่องมีน้อยกว่าในปี 2565 โดยกนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมลงสู่ระดับ 0.75% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2569 เพื่อพยุงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ก่อนจะปรับขึ้นกลับสู่ 1.0% ในปี 2570